Living Wages: มากกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ คือรากฐานความยั่งยืนของธุรกิจ 

ในยุคที่ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการดำเนินธุรกิจระดับสากล แนวคิดเรื่อง “Living Wages” หรือ “ค่าจ้างเพื่อการดำรงชีวิตที่เหมาะสม” ได้กลายเป็นประเด็นหลักที่องค์กรทั่วโลกต้องให้ความสำคัญ เมื่อเร็ว ๆ นี้ GCNT ได้จัดสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ ค่าจ้างเพื่อการดำรงชีวิตที่เหมาะสม: กลไกสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อให้องค์กรต่าง ๆ สามารถขับเคลื่อนเรื่อง การกำหนดค่าจ้างเพื่อการดำรงชีวิตที่เหมาะสม และลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน 

บรรยายโดย รศ. ดร. กิริยา กุลกลการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคุณณัฏฐิณี เนตรอำไพ ที่ปรึกษาอาวุโสส่วนองค์กรสัมพันธ์ การสื่อสารองค์กรและความยั่งยืน บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด และกรรมการบริหารสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย 

ทุกวันนี้ ค่าจ้างเพื่อการดำรงชีวิตที่เหมาะสม ได้กลายเป็นกลไกหลักในแนวทางการทำงานที่มีคุณค่าตามนิยามขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และเป็นส่วนหนึ่งของแนวปฏิบัติทางธุรกิจที่รับผิดชอบ (Responsible Business Conduct) ตามกรอบขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development – OECD) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยเฉพาะในด้านการขจัดความยากจน (SDG 1) และการส่งเสริมการทำงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ (SDG 8) 

ทำความเข้าใจ Living Wage vs. Minimum Wage 

“ค่าจ้างขั้นต่ำ” กับ “ค่าจ้างเพื่อชีวิต” มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ: 

  • ค่าจ้างขั้นต่ำ (Minimum Wage): เป็นตัวเลขที่กฎหมายกำหนดเพื่อป้องกันไม่ให้นายจ้างเอาเปรียบลูกจ้าง โดยพิจารณาจากความอยู่รอดของแรงงานเพียงคนเดียวเท่านั้น  
  • ค่าจ้างเพื่อชีวิต (Living Wage): คือค่าจ้างที่คำนวณจากค่าครองชีพจริงในะพื้นที่ เพื่อให้ครอบคลุมแรงงานและครอบครัว (ตามมาตรฐานคือผู้ใหญ่ 2 คน และเด็ก 2 คน) สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี ครอบคลุมทั้งค่าอาหารที่มีโภชนาการ ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย การศึกษา ค่ารักษาพยาบาล และมีเงินสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉิน  

ทั้งนี้ แนวคิดเรื่องการทำงานที่มีคุณค่า (Decent Work) มุ่งเน้นให้แรงงานสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งในปัจจุบันกรอบกฎหมายระดับโลกอย่าง EU CSDDD ได้กำหนดให้บริษัทต่าง ๆ ต้องลงรายละเอียดในการดูแลค่าจ้างตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ไม่ใช่เพียงแค่พนักงานในองค์กรตัวเองเท่านั้น ธุรกิจจึงมีหน้าที่โดยตรงในการบริหารจัดการเพื่อป้องกันไม่ให้แรงงานต้องตกอยู่ในสภาวะยากจน ซึ่งถือเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ

เพราะในทางปฏิบัติแล้ว หากแรงงานได้รับค่าจ้างที่ต่ำเกินไปจะส่งผลกระทบย้อนกลับมาสู่ตัวธุรกิจเองในรูปแบบของความเป็นอยู่ที่ไม่ดี ขาดแรงจูงใจในการทำงาน และนำไปสู่อัตราการลาออกที่สูง ซึ่งล้วนแต่เป็นต้นทุนแฝงที่ทำลายศักยภาพทางการแข่งขันของธุรกิจ โดยจากข้อมูลปี 2022 พบว่าค่าจ้างเพื่อชีวิตในเขตเมืองของไทยอยู่ที่ประมาณ 14,202 บาท ซึ่งสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างมาก  

อุปสรรคต่อการจ่าย Living Wages มีหลายประการ จากการศึกษา พบว่าหลาย ๆ ขั้นตอนในการจัดซื้อของบริษัทสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่บริษัทระดับโลกมักเรียกร้องให้บริษัทในห่วงโซ่อุปทานจ่าย Living Wages แก่แรงงาน แต่ในขณะเดียวกัน กลับใช้นโยบายการจัดซื้อที่บีบคั้นจนทำให้การจ่ายค่าจ้างเหล่านั้นเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนคำสั่งซื้อในนาทีสุดท้ายอย่างกะทันหัน การกำหนดระยะเวลาส่งมอบงานที่สั้นเกินจริง การกดราคาสินค้าโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนการผลิตที่แท้จริง รวมถึงชำระเงินล่าช้า ซึ่งแรงกดดันเหล่านี้ ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานขาดสภาพคล่องและไม่มีกำไรส่วนเกินเพียงพอที่จะนำมายกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานให้สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย กลายเป็นการทำลายหลักการของการทำงานที่มีคุณค่า (Decent Work) และทำลายความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานไปด้วย 

กระบวนการสำหรับบริษัทเพื่อจัดการ Living Wage  

เพื่อให้บริษัทสามารถจัดการความเสี่ยงและผลกระทบได้อย่างเป็นระบบ OECD จึงได้วางเรื่อง Living Wages ไว้ภายใต้กรอบของกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Due Diligence) ผ่าน 6 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 

1. Embed Commitment: กำหนดนโยบายและพันธกิจด้านค่าจ้างที่เป็นธรรมให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร 
2. Identify Risks: สำรวจและระบุจุดที่มีความเสี่ยงว่าแรงงาน (ทั้งในบริษัทและคู่ค้า) อาจได้รับค่าจ้างไม่เพียงพอ 
3. Take Action: วางมาตรการแก้ไขและป้องกัน เช่น การปรับโครงสร้างราคากับ Supplier หรือการปรับฐานเงินเดือน 
4. Track Progress: ติดตามผลอย่างต่อเนื่องว่ามาตรการที่ทำช่วยยกระดับรายได้จริงหรือไม่ 
5. Communicate: สื่อสารผลการดำเนินงานต่อสาธารณะและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างโปร่งใส 
6. Remediation: จัดให้มีกระบวนการเยียวยาหากพบว่ามีการจ่ายค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม 

ในการสัมมนาออนไลน์ ผู้แทนจากยูนิลีเวอร์ (Unilever) ได้แบ่งปันมุมมองเชิงกลยุทธ์ว่าการจ่ายค่าจ้างเพื่อชีวิต (Living Wages) ไม่ได้เป็นเพียงการสนับสนุนด้านมนุษยธรรม แต่คือการลงทุนที่สร้างผลประโยชน์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมในหลายมิติ เช่น เพิ่มผลิตภาพและลดอัตราการลาออกของพนักงาน 

โดยมีกรณีศึกษาของ Costco ที่พบว่าการดูแลค่าจ้างส่งผลให้พนักงานมีประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้นและลดปัญหาการเข้า-ออกของบุคลากรได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนำไปสู่การ ประหยัดต้นทุนในระยะยาว จากพฤติกรรมของแรงงานที่เปลี่ยนไป โดยพบว่าบริษัทในกลุ่ม Fortune 500 ได้ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ถึง 35% จากการเพิ่มค่าจ้างส่งผลให้เกิดผลตอบแทนที่เป็นบวก และค่าใช้จ่ายที่ลดลงในการสรรหาพนักงานใหม  

นอกจากนี้ การจ่าย Living Wage ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการ เสริมสร้างชื่อเสียงและการยอมรับในระดับสากล โดยสถิติระบุว่าบริษัทที่ได้รับการรับรองด้าน Living Wage ส่วนใหญ่มีภาพลักษณ์องค์กรที่ดีขึ้นและมีความแตกต่างที่โดดเด่นในตลาด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกบอยคอตโดยผู้บริโภคและทำให้องค์กรกลายเป็นนายจ้างที่น่าเชื่อถือ และยังเป็นการ สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) อย่างเป็นระบบ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่กว่า 78% มีแนวโน้มจะเลือกซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการดูแลคุณภาพชีวิตแรงงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน 

บทสรุป  

Living Wages ไม่ใช่ต้นทุนที่สูญเปล่า แต่คือ รากฐานสำคัญของธุรกิจที่มั่นคงและยั่งยืน” การจ่ายค่าจ้างที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของแรงงาน ลดความเปราะบาง เพิ่มแรงจูงใจในการทำงาน ซึ่งนำไปสู่ผลิตภาพที่สูงขึ้น และการลดต้นทุนแฝงในระยะยาว 

ในขณะเดียวกันเมื่อแรงงาน และชุมชนเข้มแข็ง ธุรกิจก็จะดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ และสามารถปรับตัวต่อความเสี่ยงและความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และกฎระเบียบ 

การปรับมุมมองเรื่องค่าแรงจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ จาก “ค่าใช้จ่ายที่ต้องควบคุม” ไปสู่ “การลงทุนเพื่อความยั่งยืนของทุกคน” ซึ่งไม่เพียงยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน แต่ยังเสริมศักยภาพและความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว 

Share the Post:

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง