ธุรกิจไทยแบบไหนบ้างที่ต้องปรับตัวรับกฎหมาย EU CSDDD?

เขียนโดย: พิมพ์สิรินุช บ่อทรัพย์ GCNT

GCNT ร่วมกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) จัดสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ การยกระดับการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติในห่วงโซ่อุปทานภายใต้ EU CSDDD “Enhancing the Protection of Migrant Workers in Supply Chains under the EU CSDDD” เพื่อยกระดับความรู้และความเข้าใจด้าน EU CSDDD หรือกฎระเบียบว่าด้วยการตรวจสอบการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนขององค์กร บรรยายโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ คุณ Alexandra Castro Franco ที่ปรึกษาจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน 

จจุบันนี้ การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence – HRDD) ได้กลายเป็นระเบียบข้อบังคับในหลาย ๆ องค์กร ในขณะที่ EU Corporate Sustainability Due Diligence Directive (EU CSDDD) หรือกฎหมายห่วงโซ่อุปทานของสหภาพยุโรป จะบังคับใช้เพื่อให้บริษัทต่าง ๆ ในสหภาพยุโรปและบริษัทต่างชาติที่เข้าไปทำธุรกิจในสหภาพยุโรป ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) รวมไปถึงคู่ค้า (Suppliers) ในประเด็นที่สำคัญเช่น  การละเมิดสิทธิมนุษยชน การใช้แรงงาน การดูแลสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

โดยกฎระเบียบ EU CSDDD  ของสหภาพยุโรป กำหนดกลุ่มเป้าหมายโดยเน้นที่ขนาดของบริษัทและรายได้ เป็นหลัก โดยบริษัทที่มีหน้าที่ตากฎหมายมีดังนี้ 

  • บริษัทในสหภาพยุโรปที่มีพนักงานมากกว่า 5,000 คน และมีรายได้ทั่วโลกมากกว่า 1,500 ล้านยูโร จะต้องเริ่มบังคับใช้กฎนี้ในปี 2027  
  • บริษัทที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในยุโรป แต่ค้าขายกับประเทศในสหภาพยุโรป โดยมีรายได้เฉพาะที่เกิดขึ้นในสหภาพยุโรป (EU Turnover) มากกว่า 450 ล้านยูโรต่อปี  

และในการกำหนดโทษทางการเงิน กรณีไม่ปฏิบัติตาม อาจปรับได้สูงสุดถึงร้อยละ 3 ของยอดรายได้สุทธิของบริษัท

เนื่องจาก CSDDD ไม่ใช่แค่กฎระเบียบทั่วไป แต่คือการยกระดับเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมจากความสมัครใจสู่ข้อบังคับทางกฎหมายที่เข้มงวด จึงมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 5 กลุ่มหลักที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้ 

1. ภาครัฐ (Governments) 

CSDDD จะเข้ามาเป็นเครื่องมือเสริมสร้างบทบาทของรัฐในการเปลี่ยนนโยบายด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชนให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ โดยเน้นไปที่การบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบ และการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อขจัดปัญหาข้ามพรมแดน 

2. ภาคประชาสังคม (CSOs) 

บทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมจะมีความสำคัญสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจาก CSDDD ให้คุณค่ากับข้อมูลและหลักฐานจากภาคสนาม ทำให้ CSOs กลายเป็นฟันเฟืองหลักในการช่วยระบุความเสี่ยง ป้องกัน และตรวจสอบความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ 

3. บริษัทขนาดใหญ่ (Large Companies) 

CSDDD จะเปลี่ยนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนจากเดิมที่ทำด้วยความสมัครใจ ให้กลายเป็นหน้าที่ทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เพื่อป้องกันและเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น 

4. วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) 

แม้ว่าในทางกฎหมาย SMEs จะไม่ได้ถูกบังคับใช้โดยตรง แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ในฐานะห่วงโซ่อุปทานของบริษัทใหญ่ ดังนั้น SMEs จะได้รับความกดดันผ่านเงื่อนไขสัญญาทางการค้าและการตรวจสอบจากคู่ค้ารายใหญ่ ทำให้ต้องปรับตัวตามมาตรฐานนี้ไปโดยปริยาย 

5. ผู้สรรหาบุคลากร (Recruiters) 

ถึงแม้จะไม่มีชื่อระบุในกฎหมายชัดเจน แต่เอเจนซี่จัดหางานมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในกระบวนการตรวจสอบ เพราะการจัดหางานที่ไม่โปร่งใสอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ซึ่งบริษัทใหญ่จะต้องตรวจสอบจุดนี้อย่างเข้มงวด 

ดังนั้น CSDDD คือหนึ่งในจุดเปลี่ยนที่จะทำให้เกิดการแข่งขันในเชิงบวก ในขณะที่ทุกภาคส่วนต้องเชื่อมโยงกันเพื่อสร้างมาตรฐานความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้จริง เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการดำเนินธุรกิจที่โปร่งใสและปฏิบัติตามกฎระเบียบในระดับสากล

อ่านความสำคัญของ CSDDD เพิ่มเติมได้ที่: EU Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CS3D) Implications for government, private sector and civil society in Asia

Share the Post:

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง