เขียนโดย: ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย
ในโลกการลงทุนเพื่อความยั่งยืน เรามักพูดถึงพลังงานสะอาด เมืองอัจฉริยะ หรือ โครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ แต่ยังมีสินทรัพย์อีกประเภทหนึ่งที่ถูกมองข้ามอยู่บ่อยครั้ง นั่นคือ “โครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ หรือ Natural Infrastructure” ซึ่งสร้างผลตอบแทนให้เมือง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้ไม่ต่างจากโครงการกายภาพขนาดใหญ่
คุ้งบางกะเจ้า คือหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของสินทรัพย์ประเภทนี้ พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้มีคุณค่าเพียงในฐานะ “ปอดสีเขียว” ของกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นระบบนิเวศที่ช่วยดูดซับคาร์บอน ลดฝุ่น บรรเทาน้ำท่วม สนับสนุนออกซิเจน รักษาสมดุลน้ำ และพยุงวิถีชีวิตชุมชนในพื้นที่

สินทรัพย์ธรรมชาติ พื้นที่ที่ควรลงทุนเพื่อกำไรความยั่งยืน
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และนักปฏิรูปนโยบายสาธารณะ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ได้นำเสนอแนวคิดการลงทุนสินทรัพย์ธรรมชาติที่เป็นธรรมอย่างน่าสนใจ “วิถีบางกะเจ้า: ลมหายใจที่เป็นธรรม” โดยชี้ให้เห็นว่า บางกะเจ้า ไม่ใช่เพียงพื้นที่อนุรักษ์เชิงสัญลักษณ์ แต่คือ Strategic Asset Allocation หรือการจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่มีมูลค่ามหาศาล
พื้นที่แห่งนี้เปรียบเสมือนเครื่องจักรนิเวศที่ทำหน้าที่ดูดซับคาร์บอน บรรเทาอุทกภัย และควบคุมอุณหภูมิให้กับมหานครอย่างมีนัยสำคัญ โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนผ่านจากพื้นที่ปิดล้อมให้กลายเป็น ระบบคุณค่าที่วัดผลได้ เพื่อสร้างโมเดลการลงทุนที่สามารถจ่ายผลตอบแทนคืนสู่ทุกภาคส่วนได้อย่างเป็นธรรม
หัวใจสำคัญของการรักษาบางกะเจ้าจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มพื้นที่ปลูกต้นไม้ แต่คือการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ” (Natural Infrastructure) ที่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบจัดการน้ำเสีย การควบคุมน้ำเค็ม ไปจนถึงผังน้ำที่สอดรับกับวิถีชีวิตชุมชน เพราะหากระบบสนับสนุนเหล่านี้ล้มเหลว พื้นที่สีเขียวก็ไม่อาจสร้างผลตอบแทนทางนิเวศที่ยั่งยืนได้ การลงทุนในพื้นที่ทางธรรมชาตินี้ จึงเป็นการบริหารความเสี่ยงและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในระยะยาว

โมเดล BPP เมื่อ “ผู้ได้รับประโยชน์” คือกลไกขับเคลื่อนความยั่งยืน
หัวใจสำคัญของการปฏิรูปบางกะเจ้าคือการเปลี่ยนผ่านหลักการเดิมอย่าง “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) ที่เน้นการซ่อมแซมความเสียหาย ไปสู่หลักการ Beneficiary Pays Principle (BPP) หรือ “ผู้รับประโยชน์เป็นผู้จ่าย” ซึ่งเป็นการออกแบบกลไกการเงินที่ตั้งอยู่บนฐานของ บริการจากระบบนิเวศ (Ecosystem Services) อย่างเป็นธรรม กลไกนี้จะระบุให้ชัดเจนว่าใครคือผู้ได้รับมูลค่าแฝงจากพื้นที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับอานิสงส์จากมูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นตามคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือภาคอุตสาหกรรมและคนเมืองที่พึ่งพาระบบกรองอากาศและแนวป้องกันน้ำท่วมตามธรรมชาติ
การปรับมุมมองนี้จะเปลี่ยนบางกะเจ้าให้กลายเป็น Nature-based Investment Platform อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งภาคเอกชนและนักลงทุนไม่ได้เข้ามาในฐานะ “ผู้บริจาค” เพื่อกิจกรรม CSR เป็นครั้งคราว แต่เข้ามาในฐานะ “ผู้ร่วมลงทุน” ในระบบคุณค่าที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเสี่ยงและผลกำไรของธุรกิจตนเอง การจ่ายค่าตอบแทนคืนสู่ระบบนิเวศจึงไม่ใช่ต้นทุนส่วนเกิน แต่เป็นการลงทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพของสินทรัพย์ธรรมชาติ ที่คอยค้ำจุนเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของเมืองในระยะยาว
ในเชิงการพัฒนาพื้นที่ เครื่องมือผังเมืองจะเข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่องผ่าน มาตรการโอนสิทธิการพัฒนา (Transfer of Development Right: TDR) ที่เปิดโอกาสให้เจ้าของที่ดินซึ่งมีข้อจำกัดในการสร้างอาคารสูง สามารถขายสิทธินั้นให้นักพัฒนาไปใช้ในพื้นที่อื่นที่เหมาะสมกว่า เพื่อเปลี่ยนเป็นรายได้กลับมาดูแลพื้นที่สีเขียว ควบคู่ไปกับการให้ สิทธิ FAR Bonus หรือโบนัสพื้นที่ก่อสร้างพิเศษแก่นักพัฒนาที่ดินในเขตเมือง เพื่อเป็นรางวัลจากการแบ่งปันงบประมาณเข้ามาสนับสนุนระบบนิเวศต้นทางอย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม การออกแบบนโยบายสำหรับพื้นที่เปราะบางเช่นบางกะเจ้า จำเป็นต้องระมัดระวังไม่ให้กลายเป็นภาระใหม่แก่ชุมชนเดิมในพื้นที่ กลไกการเงินที่มีประสิทธิภาพต้องตั้งอยู่บนหลัก “ความเป็นธรรม” และไม่สร้างความขัดแย้งใหม่ โดยมุ่งเน้นการใช้เครื่องมือที่สร้างแรงจูงใจมากกว่าการบังคับ อาทิ การจัดตั้งกองทุนระดับเขต หรือการใช้กลไกภาษีเฉพาะพื้นที่ที่ผูกโยงกับความเสี่ยงและต้นทุนบริการระบบนิเวศ (Ecosystem Services) เพื่อดึงงบประมาณจากผู้รับประโยชน์ภายนอกกลับมาหล่อเลี้ยงพื้นที่ต้นทาง

บทสรุปเมื่อ Value Exchange ชัดเจน “กำไร” จึงยั่งยืน
จุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับนักลงทุนไม่ใช่การมุ่งเน้นเพียง “การอนุรักษ์เชิงรับ” (Passive Conservation) แต่คือการรุกสร้าง Value Exchange หรือ การแลกเปลี่ยนคุณค่าต่างตอบแทน ที่เปลี่ยนบางกะเจ้าให้เป็นระบบนิเวศการลงทุนยุคใหม่ ซึ่งมอบผลตอบแทนที่ทับซ้อนหลายมิติ
ท้ายที่สุด ความยั่งยืนของบางกะเจ้าจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อ เจ้าของภูมิทัศน์ หรือ คนในชุมชน มีความมั่นคงในอาชีพและเติบโตไปพร้อมกับธรรมชาติได้ บทเรียนสำคัญ คือ นักลงทุนต้องร่วมสร้างระบบที่เปลี่ยนคนท้องถิ่นจากผู้แบกรับข้อจำกัด ให้กลายเป็น “ผู้ดูแลสินทรัพย์ธรรมชาติ” ที่ได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรม
หากเราสามารถบูรณาการเครื่องมือทางการเงินและพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบ บางกะเจ้าจะไม่ใช่แค่พื้นที่ที่ต้องปกป้องธรรมชาติแบบเดิมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นต้นแบบของ Natural Infrastructure ที่สร้างผลกำไรคืนสู่ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน