เขียนโดย: ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย
การบรรลุเป้าหมาย Net Zero จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากการจัดการ Scope 3 (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมในห่วงโซ่คุณค่า) ซึ่งมักคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70-90% ของ Carbon Footprint ทั้งหมดในหลายอุตสาหกรรม จากการเสวนากลุ่มล่าสุดในหัวข้อ “Scaling Solutions for Scope 3 Decarbonisation” ภายในงาน 5th Annual Sustainability Week Asia โดย Economist Impact พบประเด็นสำคัญว่า ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่ “การขาดแคลนเทคโนโลยี” แต่คือ “ระบบนิเวศที่ไม่เอื้ออำนวย”

ตัวแทนจากภาคธุรกิจที่ร่วมเสวนาเผยว่า แม้โซลูชันคาร์บอนต่ำจะมีอยู่จริง แต่การนำไปใช้ในวงกว้างยังคงติดหลุมพรางของอุปสรรคสำคัญ ได้แก่:
- ข้อจำกัดด้านต้นทุนและความเสี่ยงทางการเงิน: ซัพพลายเออร์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ SME ดำเนินธุรกิจด้วยอัตรากำไรที่ต่ำ การลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวที่มีต้นทุนสูงจึงเป็นความเสี่ยงที่แบกรับได้ยาก หากปราศจากแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงง่าย
- โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เท่าเทียม: ปัญหานี้เห็นได้ชัดในบริษัทข้ามชาติ แม้บริษัทแม่จะมีนโยบายลดคาร์บอนที่ชัดเจน แต่ซัพพลายเออร์ในบางประเทศอาจไม่มีทางเลือกด้านพลังงานหมุนเวียนหรือระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่พร้อมรองรับ
- มาตรฐานที่กระจัดกระจาย (Fragmentation): ซัพพลายเออร์หนึ่งรายอาจต้องตอบแบบสอบถามด้านความยั่งยืนที่แตกต่างกันจากลูกค้าหลายสิบราย นำไปสู่ภาวะ “Reporting Fatigue” หรือความล้าจากการรายงานผล และกลายเป็นต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น
- แรงจูงใจที่ไม่สมดุล (Misaligned Incentives): ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือ “ผู้จ่ายเงินไม่ใช่ผู้ได้ประโยชน์” เมื่อซัพพลายเออร์เป็นผู้ลงทุนปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต แต่แบรนด์หรือผู้ซื้อปลายน้ำกลับเป็นผู้ได้รับคำชมด้านภาพลักษณ์และบรรลุเป้าหมาย ESG เพียงฝ่ายเดียว
- ช่องว่างด้านศักยภาพ (Capability Gaps): ซัพพลายเออร์ในระดับล่าง (Lower-tier) มักขาดความเชี่ยวชาญทางเทคนิคในการตรวจวัดและจัดทำข้อมูลการปล่อยคาร์บอนที่แม่นยำ

ดังนั้น องค์กรจะกล้าตัดสินใจขยายผลการใช้โซลูชันคาร์บอนต่ำได้ ก็ต่อเมื่อสภาวะแวดล้อมมีความชัดเจนในมิติต่างๆ ดังนี้:
- สัญญาณอุปสงค์ที่คาดการณ์ได้ (Predictable Demand): การเปลี่ยนจาก “ความต้องการเป็นครั้งคราว” เป็น “ข้อตกลงการจัดซื้อระยะยาว (Long-term Offtake Agreements)” จะช่วยให้ซัพพลายเออร์มั่นใจว่าการลงทุนจะมีตลาดรองรับที่แน่นอน
- ความชัดเจนด้านนโยบายและกฎระเบียบ: ความไม่แน่นอนคืออุปสรรคสำคัญของการลงทุน ภาครัฐจึงต้องมีทิศทางที่ชัดเจน เช่น การกำหนดภาษีคาร์บอน (Carbon Pricing) หรือมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นสากล เพื่อปลดล็อกเม็ดเงินลงทุนอย่างมั่นใจ
- กลไกการเงินที่ลดความเสี่ยง (De-risking Capital): การใช้โมเดลเงินทุนแบบผสมผสาน (Blended Finance) หรือการค้ำประกันจากสถาบันการเงิน จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยและระยะเวลาคืนทุนให้กับซัพพลายเออร์ได้จริง
บทสรุป: จากความตั้งใจ สู่การปฏิบัติจริง การลดคาร์บอนใน Scope 3 ไม่ใช่เพียงปัญหาทางวิศวกรรมหรือเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของ “การประสานงาน (Coordination)” และ “ความร่วมมือในระบบนิเวศ (Ecosystem)” โดยธุรกิจจะสามารถขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็วก็ต่อเมื่อ “กฎระเบียบ และ แรงจูงใจทางการเงิน” มุ่งไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด