เขียนโดย: ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ จากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนเกิดภาวะ Energy Shock ที่ลุกลามสู่การขาดแคลนวัตถุดิบและต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
วิกฤตนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปลายทางผู้บริโภค ทำให้กำลังซื้อลดลงอย่างน่ากังวล ซึ่งหากสถานการณ์น้ำมันแพงยังลากยาวหลายเดือน ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจชะงักงันในขณะที่เงินเฟ้อพุ่งสูง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่งต่อภาคธุรกิจ

5 กลุ่มธุรกิจไทยที่ต้องเร่งปรับตัวให้อยู่รอดในระยะยาว ดังนี้
1.กลุ่มปิโตรเคมีและพลาสติก: เนื่องจากสารองค์ประกอบในการผลิตหลักอย่าง Naphtha และ เมื่อวัตถุดิบขาดแคลนส่งผลให้ราคาพุ่งสูง จึงกระทบกำไรโดยตรงทั้งระยะสั้นและในระยะยาวยังต้องเผชิญแรงกดดันจากเกณฑ์ ESG และกฎหมาย EPR ที่บังคับให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต
2. กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์: กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุดจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนต้องอ้อมเส้นทางเดินเรือ หรือต้นทุนค่าระวางเรือพุ่งสูง จะกลายเป็นคอขวดที่ฉุดรั้งการส่งออกและทำให้ต้นทุนราคาสินค้าทุกชนิดในประเทศแพงขึ้นตาม
3. กลุ่มอาหารและการเกษตร: เมื่อวิกฤตตะวันออกกลางดันราคาพลังงานและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูง ต้นทุน “ปุ๋ยเคมี” และ “บรรจุภัณฑ์พลาสติก” ในไทยจึงขยับตัวตามทันที ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าขนส่งและกระบวนการผลิตอาหารแปรรูปตลอดห่วงโซ่อุปทาน วิกฤตนี้เสี่ยงซ้ำเติมภาวะ Food Inflation ที่ทำให้ราคาอาหารแพงขึ้นจนกระทบค่าครองชีพของคนไทยในวงกว้าง
4.กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์: ในระยะยาวการขาดแคลน Rare Earth และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (Integrated Circuit: IC) ที่ติดขัดในเส้นทางขนส่ง จะทำให้อุตสาหกรรมต้องรื้อโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือเดิมและสร้างความมั่นคงในระยะยาว
5. กลุ่มก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์: เนื่องจากกระบวนการผลิตเหล็ก ปูนซีเมนต์ และวัสดุก่อสร้างล้วนใช้พลังงานเข้มข้น เมื่อต้นทุนวัสดุพุ่งสูงท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นและกำลังซื้อที่ชะลอตัว จึงเป็นกลุ่มที่เสี่ยงเผชิญภาวะอัตรากำไรลดลงอย่างรุนแรง

แนวคิด Circular Design โอกาสสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ท่ามกลางบริบทความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ทวีความซับซ้อนจากปัจจัยสิ่งแวดล้อม สังคม และภูมิรัฐศาสตร์ การพึ่งพาโมเดลเศรษฐกิจเชิงเส้น (Linear Economy: ผลิต–ใช้–ทิ้ง) อย่างต่อเนื่อง กำลังบั่นทอนประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และส่งผลให้ความสามารถในการสร้างอัตรากำไรของภาคธุรกิจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น หลักการ “เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)” คือ กลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่ด้วยการหมุนเวียนทรัพยากรเดิมกลับมาใช้ พยายามรักษาคุณค่าของทรัพยากรให้อยู่ในระบบนานที่สุด เพื่อลดปริมาณขยะและของเสียควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคม
5 กลยุทธ์ Circular Design: พลิกวิกฤตต้นทุนให้เป็นแต้มต่อทางธุรกิจ
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนเริ่มต้นที่ “การออกแบบ” โดยใช้ 5 แนวคิดหลักเพื่อสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ให้กับธุรกิจ ดังนี้
1.Design for Longevity (ยืดอายุการใช้งาน): ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความทนทานและใช้งานได้ยาวนานที่สุด เพื่อลดความถี่ในการหาวัตถุดิบใหม่มาผลิตซ้ำ
2.Design for Disassembly (ออกแบบเพื่อการถอดแยก): ง่ายต่อการซ่อมแซมและแยกชิ้นส่วนเมื่อหมดอายุการใช้งาน เพื่อให้นำวัสดุแต่ละส่วนกลับไปรีไซเคิลหรือปรับสภาพ (Remanufacture) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3.Circular Business Model (เปลี่ยนโมเดลจากการขายเป็นบริการ): มุ่งเน้นการขาย “ผลลัพธ์จากการใช้งาน” แทนการขายขาดตัวสินค้า ช่วยให้ผู้ผลิตยังคงความเป็นเจ้าของทรัพยากรและบริหารจัดการวงจรชีวิตสินค้าได้เอง
4.Industrial Symbiosis (พึ่งพาอาศัยกันทางอุตสาหกรรม): สร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เปลี่ยน “ของเสีย” จากอุตสาหกรรมหนึ่ง ให้กลายเป็น “วัตถุดิบ” อันมีค่าของอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง
5.Local Material Loops (วงจรวัตถุดิบหมุนเวียนในท้องถิ่น): ลดการพึ่งพาการนำเข้าและลดต้นทุนขนส่ง ด้วยการหันมาใช้วัตถุดิบและพลังงานทางเลือกภายในประเทศ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานชีวมวล
จากวิกฤตสู่โอกาสข้างต้น ทำให้เห็นว่าธุรกิจจำเป็นอย่างมากที่จะต้องพัฒนาทักษะและเสริมภูมิคุ้มกันด้านความรู้เพื่อมุ่งสู่ความอยู่รอดอย่างยั่งยืน ซึ่งหลักสูตร CIRCO จะเป็นหนึ่งในตัวช่วยให้ภาคธุรกิจเข้าใจและเข้าใกล้โอกาสใหม่ๆ มากขึ้น

CIRCO Hub Thailand — ที่มาและความน่าเชื่อถือ
หลักสูตร CIRCO เป็นกระบวนการคิดเชิงออกแบบ ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ ธุรกิจไม่ว่าจะเป็นขนาดใหญ่ จนไปถึง SMEs และนักออกแบบ สามารถเริ่มต้นเส้นทางสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยการสร้าง Circular value proposition ผ่านผลิตภัณฑ์, บริการ หรือโมเดลธุรกิจใหม่ที่สอดคล้องกับห่วงโซ่คุณค่าเดิม CIRCO
หลักสูตร CIRCO ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในหลักสูตรที่ดีที่สุดในการส่งเสริม Circular Economy จาก European Enterprise Promotion Awards 2023 Globalcompact-th
สิ่งที่ผู้เข้าร่วมได้รับจากหลักสูตร คือ 1) ทักษะการคิดเชิงออกแบบและพัฒนาโมเดลธุรกิจหมุนเวียน (Circularity Thinking) 2) กลยุทธ์ Circular Business Model ที่ต่อยอดจากธุรกิจเดิม 3) แผนวิเคราะห์ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร (Value Chain Analysis) และ 4) แผนปฏิบัติการที่จับต้องได้ (Implementation Roadmap)
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ :
| ช่องทาง | รายละเอียด |
| เว็บไซต์ | circo.globalcompact-th.com |
| อีเมล | circohub.th@gmail.com |
| โทรศัพท์ | 098-969-8812 |
| Line ID | circohubth |
| Circo Hub TH |
ที่มา:
https://www.thaipbs.or.th/news/content/503094|
https://www.amarintv.com/spotlight/economy/541154
https://www.bbc.com/thai/articles/c74725q7xd8o
https://www.thansettakij.com/business/marketing/653707
https://www.prachachat.net/property/news-1974849
https://pic.thaiplastics.org/?p=4542
https://globalcompact-th.com/articles/circular-economy/