ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) จากปี 2065 มาเป็นปี 2050 การเปลี่ยนแปลงนี้นับว่าเป็นก้าวสำคัญ ที่จะพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เท่าทันสมัยและยั่งยืน
จากรายงานล่าสุดโดยสถาบัน Ember เรื่อง “Thailand’s cost-optimal pathway to a sustainable economy” พบข้อสรุปที่น่าสนใจว่า เส้นทางที่คุ้มค่าที่สุดในการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยไม่ใช่การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบเดิม แต่คือการใช้ “พลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่” ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายได้อย่างประหยัดและมั่นคง
เพราะประเทศไทยจำเป็นต้องบรรลุเป้าหมายพลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเพื่อให้การผลิตที่มุ่งเน้นการส่งออกมีความสามารถในการแข่งขัน ในขณะที่ตลาดโลกต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ

โซลาร์เซลล์ และ แบตเตอรี่ เส้นทางบรรลุเป้าหมายพลังงานสะอาด
ในอดีตก๊าซธรรมชาติคือเชื้อเพลิงหลักที่ขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าไทย แต่ในปัจจุบันที่เรามีศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์สูงถึง 300 GW การหันมาใช้ทรัพยากรในประเทศผ่านเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) คือคำตอบที่คุ้มค่ากว่าในทุกมิติ
เส้นทางที่คุ้มทุนที่สุดของ Ember แนะนำให้สร้างกำลังการผลิต Solar เพิ่มอีก 32 GW และ Battery storage อีก 6 GW/15 GWh ภายในปี 2037 เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากศูนย์ข้อมูลและการชาร์จ EV ได้อย่างน่าเชื่อถือ หากไทยเร่งเพิ่มกำลังการผลิตโซลาร์ขึ้น 89% และแบตเตอรี่ขึ้น 60% เมื่อเทียบกับแผนเดิม ภายในปี 2037 ประเทศจะได้รับประโยชน์มหาศาลดังนี้:
- หลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซ CO2 สะสมได้ 147 ล้านตัน
- ประหยัดงบประมาณมหาศาล: ลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสะสมได้ถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 6 หมื่นล้านบาท)
- ลดการพึ่งพาก๊าซนำเข้า: ช่วยลดค่าเชื้อเพลิงนำเข้า (LNG) ได้สูงถึง 16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้าง “อธิปไตยทางพลังงาน” และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก
- สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน: รองรับความต้องการไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่จะคิดเป็น 20% ของความต้องการทั้งประเทศ พร้อมช่วยให้สินค้าส่งออกของไทยมี “คาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ” ตอบโจทย์กติกาการค้าโลกใหม่

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: พลิกบทบาทรัฐบาลเพื่ออนาคตสีเขียว
เพื่อให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ภาครัฐควรเร่งดำเนินการใน 4 ประเด็นสำคัญ:
1.ปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ให้ทันต่อสถานการณ์
- เพิ่มเป้าหมายโซลาร์และแบตเตอรี่: ยกระดับสัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานให้สอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ (ตามแนวทาง Ember ที่เสนอเพิ่ม Solar 32 GW และ Battery 6 GW) เพื่อรองรับการเติบโตของ Data Centers และ EV
- ทบทวนโรงไฟฟ้าฟอสซิล: ระงับหรือเลื่อนการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและถ่านหินใหม่ที่เกินความจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยง “ภาวะทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้งาน” (Stranded Assets) ซึ่งจะกลายเป็นภาระต้นทุนค่าไฟในอนาคต
2. สร้างกลไกสนับสนุนทางเศรษฐกิจและลดอุปสรรคทางกฎหมาย
- มาตรการจูงใจทางการเงิน: นำระบบ Feed-in Tariff (FiT) มาใช้กับโครงการที่รวม Solar + Storage และมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentives) สำหรับการลงทุนในระบบแบตเตอรี่ (BESS) ทั้งในระดับอุตสาหกรรมและครัวเรือน
- ปฏิรูปกระบวนการอนุมัติ (Streamline Permitting): ลดขั้นตอนที่ซับซ้อนและล่าช้าในการขออนุญาตติดตั้งพลังงานหมุนเวียน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
3. บริหารความมั่นคงพลังงานและความเสี่ยงจากการนำเข้า
- กระจายแหล่งพลังงาน (Diversify): ลดการพึ่งพาก๊าซ LNG นำเข้าที่มีความผันผวนสูง และบริหารจัดการสัดส่วนการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านให้สมดุล
- ความร่วมมือระดับภูมิภาค: สร้างพันธมิตรด้านพลังงานสะอาดในระดับอาเซียน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการแลกเปลี่ยนพลังงานหมุนเวียนข้ามพรมแดน
4. พัฒนาตลาดการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response Market)
กลยุทธ์การบริหารการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนผู้ใช้ไฟจาก “ผู้ซื้อ” มาเป็น “ผู้ช่วยรักษาเสถียรภาพระบบ”
- ระบบราคาไฟฟ้าตามเวลาจริง (Real-time Pricing): ผลักดันโครงสร้างราคาไฟฟ้าที่สะท้อนต้นทุนจริงในแต่ละช่วงเวลา (เช่น ช่วงกลางวันที่มีโซลาร์เยอะ ราคาจะถูกลง) เพื่อจูงใจให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมวางแผนการผลิตในช่วงที่ไฟฟ้าสะอาดมีราคาต่ำ
- โครงการสร้างแรงจูงใจสำหรับภาคอุตสาหกรรม (Incentive Programs): จัดสรรเงินอุดหนุนหรือสิทธิประโยชน์ให้กับโรงงานที่ยอม “ลดหรือเลื่อน” การใช้ไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ (Peak Demand) เพื่อช่วยลดภาระของระบบโครงข่ายไฟฟ้า และลดความจำเป็นในการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าสำรองที่มีต้นทุนสูงและปล่อยมลพิษมาก

แผนปฏิบัติการสำหรับการเตรียมพร้อมของธุรกิจ (Action Plan for Businesses)
สำหรับภาคธุรกิจไทยการปรับตัวไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่คือเรื่องของวันนี้ โดยสามารถวางแผนการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะได้ดังนี้:
ระยะสั้น (2025-2026): การสร้างรากฐาน (Foundation)
ในระยะเริ่มต้น ทุกบริษัทควรเริ่มต้นด้วยการ ประเมิน Carbon Footprint ผ่านระบบ Digital MRV ที่โปร่งใส พร้อมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการติดตั้ง Solar Rooftop ร่วมกับแบตเตอรี่ เพื่อลดค่าไฟและสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับสถานประกอบการ สำหรับบริษัทขนาดกลางและใหญ่ ควรเริ่มทำโครงการนำร่อง (Pilot Projects) และจัดทำแผนแม่บทด้านพลังงาน (Energy Roadmap 2030) ขององค์กรให้ชัดเจน
ระยะกลาง (2027-2030): การเร่งความเร็ว (Acceleration)
บริษัททุกระดับควรตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่อ้างอิงหลักการทางวิทยาศาสตร์ (Science-Based Targets – SBTi) และขยายผลนวัตกรรมที่ทำสำเร็จในระยะแรกไปยังคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ ควรเริ่มนำนวัตกรรมขั้นสูงมาใช้ เช่น Green Hydrogen ในกระบวนการผลิต หรือลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน Vehicle-to-Grid (V2G) เพื่อเปลี่ยนรถ EV ในบริษัทให้กลายเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานเคลื่อนที่ รวมถึงวางแผนการพัฒนาโมเดลธุรกิจ Circular Economy Models ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุดและเกิดผลเสียน้อยที่สุด
ระยะยาว (2031-2050): การเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน (Leadership)
มุ่งสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ตามแผนที่วางไว้ โดยยกระดับบริษัทให้เป็นต้นแบบสากล (Global Case Study) ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีสะอาดให้กับ SMEs และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน