TEGH จากสินค้าเกษตรสู่ Sustainable Materialการปรับตัวเพื่อสร้างจุดแข็ง และยืนหยัดในโลกที่ผันผวน

เมื่อตลาดเต็มไปด้วยคู่แข่ง วางกลยุทธ์อย่างไรให้ “แตกต่าง” โดยไม่ลดทอนคุณค่าธุรกิจ?

ในโลกธุรกิจที่มีผู้เล่นรายล้อม ท่ามกลางกระแสโลกที่ผันผวน ทั้งจากสภาพภูมิอากาศ การเมืองระหว่างประเทศ หรือกฎระเบียบใหม่ๆ ที่เข้มงวดขึ้น โจทย์สำคัญคือการวางกลยุทธ์ให้ธุรกิจมี “เอกลักษณ์” และรักษา “คุณค่า” ของตนเองไว้ได้โดยไม่เสียเปรียบในเชิงการแข่งขัน 

ถอดบทเรียนจาก บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH ผู้ผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ น้ำมันปาล์มดิบ และพลังงานชีวภาพแบบครบวงจร แม้ต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงรอบด้านในการส่งออกสินค้าเกษตร แต่ TEGH ยังคงยืนหยัดและเติบโตได้อย่างมั่นคงมาตลอดหลายสิบปี

กลยุทธ์เปลี่ยนสินค้า Commodity ให้แตกต่างด้วย Sustained Material

คุณสินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ TEGH เผยว่าหัวใจสำคัญของการสร้างเอกลักษณ์ เริ่มมาจากการสร้างจุดแข็งจากภายในองค์กรให้แข็งแกร่ง นั่นคือ การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) แบบครบวงจรให้มั่นคง ซึ่งในโลกของสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่ผันผวนทั้งราคาตลาดโลกและปัจจัยทางธรรมชาติ คุณสินีนุชเลือกที่จะไม่ลงไปสู้ในสงครามราคา แต่ฉีกตัวออกมาด้วยกลยุทธ์ Sustainability Differentiation โดยเปลี่ยน “ความยั่งยืน” ให้เป็นการลงทุนใน “Sustained Material” ตลอดห่วงโซ่อุปทานที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก

การสร้าง Sustained Material นี้ ขับเคลื่อนภายใต้โมเดล “Thai Eastern Symbiosis” มุ่งสู่ Low Carbon Economy โดยผสานหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ยกระดับสู่ Leading BCG Economy Complex มุ่งสร้างสินค้าเกษตรมูลค่าสูงเพื่อการแข่งขันระดับโลก พร้อมขับเคลื่อน Green Transition สู่เป้าหมาย Net Zero Carbon ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ดังนี้

-ต้นน้ำ: สนับสนุนและทำงานร่วมกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด ผ่านการบริหารจัดการสวนเกษตรตามมาตรฐานในระดับสากล เช่น FSC, RSPO และ USDA-NOP พร้อมพัฒนาระบบฐานข้อมูลรายแปลงเพื่อรองรับกับกฏระเบียบใหม่อย่าง EUDR และการตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาได้อย่างเต็มรูปแบบ (100% Traceability) เพื่อส่งมอบวัตถุดิบคุณภาพที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านความยั่งยืนระดับโลก พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในเครือข่ายให้เติบโตไปพร้อมกัน

-กลางน้ำ: ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทันสมัยในงานวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติและน้ำมันปาล์มคุณภาพสูง ตอบโจทย์คู่ค้าทั่วโลก ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการด้านการตลาดที่มีประสิทธิภาพ ผ่านโมเดลการขายตรงสู่ลูกค้าโดยไม่ผ่านเทรดเดอร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานสินค้า ตรวจสอบได้ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกสภาวะวิกฤต

-ปลายน้ำ: บริหารจัดการของเสียอย่างเป็นระบบ โดยเปลี่ยนเป็น พลังงานหมุนเวียนประเภทพลังงานชีวภาพ (Bio-Renewable Energy) ทั้งก๊าซชีวภาพและไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพเพื่อหมุนเวียนใช้ในกลุ่มบริษัทและจำหน่ายต่อ รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มข้ามอุตสาหกรรม เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน

“การปรับตัว” กุญแจสำคัญในการเป็น Last Man Standing 

สิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจมั่นคงในระยะยาว คือ “การปรับตัว ” TEGH วางรากฐานเรื่องนี้มานานหลายปี โดยเริ่มจาก “Mindset” ที่ต้องการเห็นเกษตรกรเติบโตอย่างยั่งยืนและดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน ก่อนที่โลกจะประกาศใช้กฎระเบียบมาตรฐานสากลต่างๆ การเตรียมความพร้อมจากพื้นฐานทางความคิดเช่นนี้เองที่เปลี่ยนจาก “ข้อบังคับทางกฎหมาย” ให้กลายเป็น “โอกาสทางธุรกิจ”

คุณสินีนุชอธิบายว่า “เราไม่รอให้ข้อมูลทุกอย่างยืนยันชัดเจน 100% เพราะนั่นอาจสายเกินไป” แต่ TEGH ใช้การตัดสินใจผ่าน “Scenario Analysis” หรือการจำลองสถานการณ์ล่วงหน้า เช่น การเตรียมรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) หากอุณหภูมิโลกสูงขึ้น 3 หรือ 4.5 องศาเซลเซียสจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร นำมาสู่การฟื้นฟูดินด้วยระบบ Soil Regenerative ที่นำวัสดุอินทรีย์จากกระบวนการผลิตกลับคืนสู่ดิน ช่วยให้สวนยางและปาล์มเก็บสะสมความชื้นและเพิ่มความร่วนซุยในพื้นที่การทำเกษตรกรรม 

นอกจากนี้ ยังวางแผนความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security) ล่วงหน้าถึง 5-10 ปี ในการพัฒนาอ่างเก็บน้ำสำรองและระบบหมุนเวียนน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับสภาพอากาศสุดขั้วที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 

แม้การเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้าอาจมองได้ว่าเป็นงบประมาณที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการลงทุนอย่างเป็นระบบและอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ แทนที่จะใช้เงินก้อนใหญ่เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อวิกฤตมาถึง การเตรียมความพร้อมเชิงรุกเช่นนี้ จึงทำให้เมื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นจริง ทั้งคู่ค้าและห่วงโซ่อุปทานของ TEGH จึงไม่ได้รับผลกระทบหนัก เพราะเรามีแผนรองรับที่วางแผนไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว

ตัวชี้วัดความสำเร็จของ TEGH คือการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

จากการวางแผนเพื่อรับมือมายาวนานหลายสิบปี ในมุมตัวชี้วัดความสำเร็จของธุรกิจ คุณสินีนุชมองว่า ในเชิงปริมาณอย่างผลกำไร หรือรางวัลการันตีต่างๆ คือมาตรฐานที่ทุกบริษัทจดทะเบียนต้องมี แต่หัวใจสำคัญที่ให้คุณค่ามากกว่า คือ “คุณภาพของความยั่งยืน” ที่วัดผลได้จริงในสภาวะวิกฤต 

เช่น Water Security หรือความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ ว่าเราจะมีน้ำสำรองเพียงพอสำหรับเดินเครื่องจักรได้กี่เดือนท่ามกลางภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น ซึ่งปัจจุบัน TEGH เตรียมความพร้อมไว้ถึง 18 เดือน และกำลังยกระดับเป้าหมายสู่ 2 ปี ควบคู่ไปกับการสร้าง Energy Security เพื่อพึ่งพาพลังงานสะอาดของตนเองให้ได้ 100% รวมถึงการเสริมสร้างภูมิต้านทานด้านอุณหภูมิที่จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 3 องศาเซลเซียส เพื่อให้กระบวนการผลิตยังคงประสิทธิภาพได้แม้ในวันที่โลกต้องเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้ว

“หากถามว่า เราประสบความสำเร็จไหม เรามีความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ดีกว่า และมองว่า ณ วันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การจัดการธุรกิจให้เติบโตเท่านั้น แต่คือการสร้างตัวอย่างที่น่าศึกษาให้กับสังคมโลกด้วย เพราะเรารู้สึกทําแล้วได้ประโยชน์ การที่ลูกค้ายอมรับและเล็งเห็นคุณค่าในรูปแบบธุรกิจของเรา ท่ามกลางห่วงโซ่อุปทานที่กว้างใหญ่ทั่วโลก นั่นแสดงว่า เขาเห็นคุณค่าของเรา และนี่คือสิ่งที่เราภาคภูมิใจที่สุด” คุณสินีนุชกล่าว

อ่านรายงานการดำเนินงานการพัฒนาที่ยั่งยืนของ TEGH ได้ที่: https://www.thaieasterngroup.com/thaieastern/ourper.php

Share the Post:

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง