GCNT ได้จัดเสวนาในหัวข้อ ธุรกิจไทยกับภารกิจ Nature Positive: ลงมือในพื้นที่ สร้างผลกระทบระดับโลก จัดกิจกรรมเนื่องในวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้หัวข้อ “Acting Locally for Global Impact” ในวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569 จัดโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) โดยกองจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ (กลช.)
โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ คุณจุฬวดี วรศักดิ์โยธิน ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมความยั่งยืน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ คุณธนทัต อนิวรรตน์ ผู้จัดการแผนกพัฒนาความยั่งยืน บริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด คุณหทัยกานต์ กมลศิริสกุล ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายกลยุทธ์ ความยั่งยืน และนวัตกรรม บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) คุณจักษ์วิดา ชูวงศ์ศิริกุล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ด้านความยั่งยืน บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินรายการโดย ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย สรุปสาระสำคัญในการประชุม ดังนี้

1. ถอดรหัส: ทำไม Biodiversity จึงเป็น “ฐานของธุรกิจ” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว
ปัจจุบันกรอบคิดของภาคธุรกิจได้เปลี่ยนจาก “ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นเรื่องไกลตัว” มาสู่การเป็น “รากฐานหลักในการดำเนินธุรกิจ” ผ่าน 4 มุมมองสำคัญ:
- ก.ล.ต. (Financial Risk คือสิ่งทดแทนไม่ได้): ความสูญเสียทางธรรมชาติกำลังกลายเป็นความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ธุรกิจพึ่งพาและส่งผลกระทบต่อธรรมชาติในทุกช่วงของห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การใช้ที่ดิน แหล่งน้ำ ไปจนถึงระบบนิเวศรองรับมลพิษ ปัจจุบันนักลงทุนและ ESG Raters เริ่มนำข้อมูล Biodiversity มาประเมินความเสี่ยง การไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสอาจทำให้บริษัทถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงเกินจริงและสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ
- SCGC (ความเชื่อมโยงในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี): แม้จะเป็นธุรกิจผลิตโพลิเมอร์ แต่โรงงานตั้งอยู่ใกล้ทะเลและพึ่งพาระบบนิเวศชายฝั่งรวมถึงชุมชนโดยรอบ ความแรงกดดันจากเกณฑ์สากลและตลาดทุนทำให้ Biodiversity กลายมาเป็นแกนหลักในการบริหารความเสี่ยงระยะยาว
- TCP Group (น้ำและทุนทางธรรมชาติ): สำหรับธุรกิจเครื่องดื่ม “น้ำ” ไม่ใช่แค่ปัจจัยการผลิต แต่คือ ทุนทางธรรมชาติ (Natural Capital) ที่ต้องปกป้อง รวมถึงทรัพยากรอื่น ๆ เช่น ทราย (ผลิตแก้ว) และน้ำตาล ที่ล้วนผูกติดกับระบบนิเวศ (Ecosystem Services) ทั้งสิ้น
- Thai Wah (ความมั่นคงทางอาหารและรายได้เกษตรกร): ภาคเกษตรพึ่งพาดินและน้ำโดยตรง ผลกระทบจาก Climate Change และระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมลงส่งผลให้ผลผลิตมันสำปะหลังลดลงและต้นทุนสูงขึ้น Biodiversity จึงไม่ใช่แค่เรื่องของป่าไม้ แต่คือความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

2. กรณีศึกษา: จาก “หลักการ” สู่ “การลงมือทำจริงในพื้นที่”
ภาคเอกชนไทยปรับตัวจากการทำกิจกรรม CSR ทั่วไป ไปสู่การเก็บข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการสร้างห่วงโซ่คุณค่าแบบหมุนเวียน
SCGC: ปรับปรุง ฟื้นฟู และเก็บข้อมูลฐาน (Baseline)
ใช้หลักการ “ไม่ทำลายเพิ่ม-หลีกเลี่ยงความเสียหาย-ฟื้นฟูระบบนิเวศเดิม” ร่วมกับชุมชน เช่น โครงการบ้านปลาจากวัสดุปลอดภัย และการสร้างฝายฟื้นฟูแหล่งน้ำ สิ่งที่โดดเด่นคือ SCGC เริ่มเก็บข้อมูลทางชีวภาพ (Biodiversity Baseline) ในพื้นที่เป็นเวลา 2 ปี เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์เชิงวิทยาศาสตร์ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ให้เห็นผลประโยชน์และรายได้ชุมชนที่จับต้องได้จริง
TCP Group: การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน (Water Stewardship)
เน้นการดูแลลุ่มน้ำและชุมชนรอบโรงงาน (เช่น ปราจีนบุรี) ร่วมกับภาคประชาสังคมและสถาบันวิชาการ ผลลัพธ์สามารถเติมน้ำกลับคืนสู่ธรรมชาติและชุมชน (Replenished) ได้มากกว่า 20 ล้านลูกบาศก์เมตร ครัวเรือนได้ประโยชน์กว่า 40,000 ครัวเรือน พร้อมเก็บข้อมูล Baseline รอบโรงงานและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ
Thai Wah: ปฏิวัติห่วงโซ่อุปทานมันสำปะหลัง
เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ซื้อ” เป็น “ผู้ร่วมพัฒนา” นำกระบวนการ Design Thinking มาให้เกษตรกรระดมทุนแก้ไขปัญหาดินเสื่อมโทรม โดยส่งเสริมการใช้ปุ๋ยชีวภาพและนำวัสดุพลอยได้ (By-product) จากโรงงาน เช่น กากมันสำปะหลัง กลับมาเพิ่มสารอินทรีย์ในดิน (Circular Economy ในระดับจุลินทรีย์) ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นราว 12% และลดต้นทุนการผลิตได้จริงภายใต้มาตรฐานสากล FSA


3. โอกาสเชิงยุทธศาสตร์: พลิกความเสี่ยงเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน
- First Mover Advantage: SCGC ชี้ว่าหากธุรกิจเข้าใจความเสี่ยงและเตรียมการรับมือ (Mitigation) จะสามารถคำนวณผลประโยชน์กลับมาเป็นเม็ดเงิน รวมถึงเปิดโอกาสสู่กลไกใหม่อย่าง Biodiversity Credit และกรอบการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐาน TNFD
- Brand Reputation: TCP Group เน้นย้ำว่าผู้บริโภครุ่นใหม่เลือกสนับสนุนแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง การป้องกันไม่ให้ระบบนิเวศล่มสลาย (Ecosystem Collapse) จึงเป็นการรักษา Supply Chain และชื่อเสียงของแบรนด์
- National Competitiveness: Thai Wah เสนอภาพใหญ่ว่า Biodiversity คือจุดแข็งระดับประเทศที่ดินแดนการค้าอื่นอย่างสิงคโปร์หรือฮ่องกงไม่มี หากไทยรักษา ดิน น้ำ และระบบนิเวศเกษตรไว้ได้ เราจะยังคงเป็นฮับของอาหาร พืชอุตสาหกรรม และพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ของโลกต่อไป
4. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: ปลดล็อกเพื่อขับเคลื่อนสู่ “Nature Positive”
เพื่อขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่ประชุมมีข้อเสนอร่วมกันต่อภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล ดังนี้:
| ภาคส่วน | ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
| SCGC | • Simplify Regulation: ปรับปรุงกฎระเบียบให้ง่าย ไม่สร้างภาระเกินจำเป็น • Standard Guide: จัดทำคู่มือและเกณฑ์กลางในการวัดผลโครงการ Nature Positive • Location-based Collaboration: สนับสนุนการแชร์ข้อมูลชีวภาพร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน |
| TCP Group | • ย่อยเรื่องยากให้ง่าย: แปลภาษาเทคนิคด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นภาษาธุรกิจและชุมชน • Open-source Database: สร้างฐานข้อมูลกลางด้าน Biodiversity ของประเทศที่ทุกภาคส่วนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้จริง |
| Thai Wah | • Regulatory Unlock: ทบทวนและปลดล็อกกฎหมายเดิมที่เป็นอุปสรรค เช่น การนำ By-product จากโรงงานไปใช้ฟื้นฟูดินในไร่ • G2B2F Model: ใช้โรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศเป็นตัวกลางเชื่อมต่อความรู้และเทคโนโลยีจากรัฐสู่เกษตรกร |
| ก.ล.ต. | • Financial Instruments: ตลาดทุนไทยมีเครื่องมือพร้อม เช่น Green Bond หรือ Transition Bond แต่ยังต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและระบบผู้ทวนสอบ (Verifier) ที่ชัดเจน โดยต้องร่วมมือกับหน่วยงานตรงอย่าง สผ. และ BEDO |
สรุป Checklist สำหรับธุรกิจภายใน 12 เดือนข้างหน้า (โดย ก.ล.ต.)
- ทำความเข้าใจห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของตนเอง
- ระบุประเด็นและประเมินผลกระทบ (Impacts & Dependencies) ด้าน Biodiversity
- วิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสเพื่อเชื่อมโยงสู่ผลกระทบทางการเงิน (Financial Performance)
- ตั้งเป้าหมายและเริ่มเปิดเผยข้อมูลผ่าน One Report อย่างเป็นระบบ เพื่อเตรียมพร้อมรับเกณฑ์สากล