CONTACT US f x l i i
Media Release

GCNT เปิดข้อมูล 5 แนวโน้มสำคัญเพื่อจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

มีนาคม 2563 - สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย หรือ GCNT เปิดข้อมูล “5 SDGs Mega Trend 2020” แนวโน้มสำคัญด้านความยั่งยืนที่กำลังเกิดขึ้นในโลก ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อม วิกฤตสังคมและล่าสุดวิกฤต COVID-19  ชี้เป็นความท้าทายใหม่ที่ธุรกิจในไทยต้องประเมินความเสี่ยงและเตรียมรับมือสำหรับอนาคต พร้อมสร้างกลไกความร่วมมือรัฐและเอกชนหนุนประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ได้จัดทำข้อมูล “5 แนวโน้มสำคัญเพื่อจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนปี 2563” หรือ “5 SDGs Mega Trend 2020” ซึ่งเป็นแนวโน้มสำคัญด้านความยั่งยืนที่กำลังเกิดขึ้นในโลก เพื่อจะช่วยให้ธุรกิจเข้าใจพลวัตและการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลก และเป็นหsปัจจัยสำคัญกำหนดเป็นทิศทางขององค์กรธุรกิจในการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมวิกฤตสังคมและล่าสุดวิกฤต COVID-19 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางทั่วโลก  

นายศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “5 SDGs Mega Trend 2020 ฉบับนี้หยิบเอาเรื่องเด่นเกี่ยวกับ SDGs 5 ประเด็นที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญจะเป็นอีกแรงหนึ่งที่ช่วยเสริม ให้เกิด ความตระหนักถึงความเร่งด่วนของภารกิจอันสำคัญยิ่งนี้ ไม่เพียงแต่กับสมาชิกสมาคมฯ เท่านั้น แต่รวมถึงองค์กรอื่นๆ ในทุกภาคส่วน ผมรู้สึกยินดีและภูมิใจอย่างยิ่งที่เห็นองค์กรเอกชนจำนวนไม่น้อย ผนวก SDGs ไว้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ และเป้าหมายทางธุรกิจ ขณะเดียวกัน SDGs เองก็ช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับกิจการด้วย อาทิ การใช้พลังงานสะอาด หรือเทคโนโลยีที่อำนวยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ผมเห็นว่าการบรรลุ SDGs จึงเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจไปพร้อมกัน และที่สำคัญที่สุด ภารกิจนี้เป็นความรับผิดชอบของทุกคน”

(คลิ๊กที่ภาพปกเพื่อดาวน์โหลดฉบับเต็ม)

สำหรับ “5 แนวโน้มสำคัญเพื่อจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนปี 2563” หรือ “5 SDGs Mega Trend 2020” ประมวลมาจากความเคลื่อนไหวระดับโลกและรายงานขององค์กรระหว่างประเทศรวมถึงความเคลื่อนไหวในประเทศไทย พบว่าในประเด็นที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนแนวโน้มสำคัญที่จะส่งผลกระทบกับธุรกิจสำหรับปีนี้  ประกอบด้วย

1) ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (Business and Human Rights) เป็นประเด็นสำคัญเพราะปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้สนใจแค่ตัวสินค้า แต่ยังอยากทราบด้วยว่าสินค้ามาจากไหน ผลิตอย่างไรและใครบ้างที่มีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน  สำหรับประเทศไทยนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ในปลายปี 2562 รัฐบาลไทยได้ประกาศ “แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” (National Action Plan on Business and Human Right: NAP) ระยะที่ 1 (พ.ศ.2562 – 2565) ซึ่งถือเป็นแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วย ‘ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน’ ฉบับแรกในเอเซีย แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของประเทศไทยในเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน

2) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Climate & Low Carbon Society) ความล้มเหลวจากการพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้ในทศวรรษที่ผ่านมา (พ.ศ. 2553-2562) กลายเป็นทศวรรษที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่โลกเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ข้อมูลจากรายงานขององค์กรอุตุนิยมวิทยาโลก(WMO) ยังเปิดเผยด้วยว่าเฉพาะในปี 2562 ปีเดียว อุณหภูมิโลกก็สูงกว่าช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมถึง 1.1 องศาเซลเซียสไปแล้ว ทำให้มีการประเมินกันว่าผลกระทบจากภัยพิบัติของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปีนี้จะยิ่งรุนแรงและส่งผลกระทบกับธุรกิจมากขึ้น

3) พลาสติกและการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน (Plastic & Circular Economy) กระแส "No Plastic Movement" เป็นอีกความเคลื่อนไหวสำคัญที่น่าจับตามากที่สุด โดยเฉพาะความตื่นตัวของผู้บริโภคในระดับโลก รวมถึงในประเทศไทยโดยเฉพาะเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 ที่ผ่านมาซึ่งถือเป็น "วันประวัติศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม" เมื่อนโยบายงดให้ถุงพลาสติกในห้างสรรพสินค้า ซูปเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ มีผลบังคับใช้ ทำให้มีการประเมินกันว่า ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรสูงสุดจะได้รับการยอมรับจากภาคธุรกิจมากขึ้นเป็นลำดับ

4) การเงินและการลงทุนที่ยั่งยืน (Sustainable Finance and Investment) อีกแนวโน้มสำคัญด้านการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาท (ESG Investment) ได้รับความสนใจและเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากการประเมินขั้นต่ำสุดพบว่า ทรัพย์สินที่บริหารภายใต้การลงทุนตามแนวคิด ESG ทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นรวมถึงทิศทางการลงทุนในไทย

5) นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน (Technological Innovation for Sustainable) มีคำกล่าวว่านวัตกรรมทางเทคโนโลยีจะเป็นจุดคานงัดของสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญในระดับโลกในการแก้ปัญหาวิกฤตสังคมและสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมเริ่มถูกนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรมของธุรกิจในหลายประเทศ เช่น การนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อลดการใช้พลังงานจากฟอสซิลและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก วิธีบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน โดยใช้ Carbon Capture and Storage เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนหรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เช่น Work From Home เพื่อรับมือกับสถานการณ์ COVID-19 ที่ทุกคนทั่วโลกต้องร่วมมือกันเพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค โดยลดการมีปฏิสัมพันธ์กันโดยตรง หรือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการข้อมูลข่าวสารด้านสาธารณสุข

สำหรับความก้าวหน้าในการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย จากรายงานการศึกษา SDGs Development Report 2019 จัดทำโดย มูลนิธิแบร์เทลส์มันน์ (Bertelsmann Stiftung) ร่วมกับเครือข่ายการแก้ปัญหาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Solutions Network (SDSN) ระบุว่า ไทยอยู่ในลำดับที่ 40 จาก 162 ประเทศ ด้วยคะแนน 73 และคะแนนเฉลี่ยระดับภูมิภาค 65.7 โดยเป้าหมาย SDGs ที่มีความท้าทายในระดับสูงมี 4 เป้าหมาย ได้แก่ เป้าหมายที่ 3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี เป้าหมายที่  10 ลดความเหลื่อมล้ำ เป้าหมายที่13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป้าหมายที่ 14 การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล

นางสาวธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอล คอมแพ็กแห่งประเทศไทย  ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในปีนี้สมาชิกของสมาคมฯ ตื่นตัวเป็นอย่างมาก นอกจาก สมาคมฯ จะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลสำคัญเพื่อให้สมาชิกได้ทราบมุมมองใหม่เพื่อตามติดแนวโน้มกระแสโลกในฐานะผู้นำความยั่งยืนแล้ว   ข้อมูล SDGs Mega Trend 2020 ยังเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของสมาคมฯ ที่จะเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนให้ประเทศไทย สามารถบรรลุ SDG  โดยได้จัดทำขึ้นในปีนี้เป็นปีแรก และตั้งใจจะจัดทำเป็นประจำทุกปี

ผู้สนใจทั่วไปสามารถดาวน์โหลด SDGs Mega Trend 2020”   ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถติดตามความรู้ใหม่ รวมทั้งคำแนะนำด้านความยั่งยืน ได้ทาง Website Global Compact Network Thailand http://www.globalcompact-th.com/ 

เกี่ยวกับ GCNT

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559 โดยสมาชิกผู้ก่อตั้งในไทย 15 บริษัท ปัจจุบันมีสมาชิก 50 บริษัท โดย GCNT ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายท้องถิ่น (Local Network) ของโครงการสำคัญในระดับโลกขององค์การสหประชาชาติ UN Global Compact เครือข่ายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรณรงค์ให้บริษัททั่วโลก ได้วางกลยุทธ์และยึดหลักการทำงานที่สร้างเศรษฐกิจยั่งยืนครอบคลุมการดำเนินงานใน 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม การต่อต้านทุจริต ตลอดจนดำเนินกิจกรรมที่ช่วยผลักดันเป้าหมายของสังคมในวงกว้าง ภายใต้หลักสากล 10 ประการของ UN Global Compact เพื่อบรรลุเป้าหมายของสหประชาชาติ อาทิ เป้าหมายสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รวมไปถึงข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Paris Agreement) สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.globalcompact-th.com/

< กลับหน้าที่แล้ว