ติดปีกธุรกิจไทย รับมือกฎระเบียบสิ่งแวดล้อม EU: จากความท้าทายสู่โอกาสทางการค้า (Video Summary)

สรุปสาระสำคัญงานสัมมนาภายใต้แนวคิด จากวิกฤตโลกสู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน ในหัวข้อ “ติดปีกธุรกิจไทย รับมือกฎระเบียบสิ่งแวดล้อม EU: จากความท้าทายสู่โอกาสทางการค้า” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 13.00–16.00 น. ณ อาคาร True Digital Park (West) โดยภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและถ่ายทอดองค์ความรู้ในการเตรียมความพร้อมรับมือกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป ได้แก่

  1. คุณสาโรช ศรีใส ผู้จัดการโครงการคณะผู้แทนสหภาพยุโรป ประจำประเทศไทย
  2. ดร.จิรนุช ศักดิ์คำดวง ผู้เชี่ยวชาญสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)
  3. ผศ.ดร.ภญ.ธีรยา มะยะกูล ผู้พัฒนาระบบ Traceability Platform สมาคมอุตสาหกรรมดิจิทัล

งานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อมุ่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป ตลอดจนเรียนรู้วิธีเตรียมความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานและการใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสทางการค้าในตลาดโลก เพราะในปัจจุบัน มาตรการสีเขียวไม่ใช่เป็นเพียงแค่ข้อจำกัดหรือภาระด้าน Compliance อีกต่อไป แต่คือปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคและคู่ค้าใช้ตัดสินใจเลือกทำธุรกิจที่มีมาตรฐานโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้

คุณสาโรช ศรีใส ได้พูดถึงพัฒนาการล่าสุดของกฎ EU Deforestation Regulation (EUDR) นำเสนอ Review Package ที่ประกาศในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งเสนอปรับขอบเขตสินค้าบางประเภทออกจากขอบเขต ขณะเดียวกัน เสนอให้ครอบคลุมสินค้าปลายน้ำบางประเภท เช่น Soluble Coffee และผลิตภัณฑ์อนุพันธ์จากน้ำมันปาล์มบางชนิด พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าไม่ได้มีการเพิ่มสินค้าโภคภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ EUDR แต่สินค้าปลายน้ำที่ถูกเสนอให้ครอบคลุมนั้นมาจาก commodities ที่อยู่ในขอบเขตของกฎอยู่แล้ว ภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบและเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลของห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากนโยบายสีเขียวของ EU มีผลต่อการเข้าถึงตลาดและกระบวนการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะเรื่อง Traceability และ Due Diligence

ทั้งนี้ กฎ EUDR ไม่ได้เพิ่มสินค้าใหม่ แต่ขยายลึกลงไปถึงปลายน้ำ ธุรกิจที่ตามกฎไม่ทัน คือธุรกิจที่เสี่ยงหลุดจากตลาด EU

ดร.จิรนุช ศักดิ์คำดวง ได้พูดถึง Corporate Due Diligence ในห่วงโซ่อุปทาน โดยเน้นว่าการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาด EU ต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความเสี่ยงทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนใน Supply Chain ซึ่งกระบวนการ Due Diligence ครอบคลุมตั้งแต่ การประเมินความเสี่ยง การดำเนินมาตรการป้องกัน/ลดความเสี่ยง การติดตามและรายงานผล รวมถึงการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยแม้ข้อกำหนดเหล่านี้อาจเพิ่มความซับซ้อนในการดำเนินงานในระยะแรก แต่ในระยะยาวสามารถช่วยเสริมความสามารถในการเข้าถึงตลาด EU สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และทำให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและยั่งยืนมากขึ้น

Due Diligence ไม่ใช่แค่การตรวจสอบตัวเอง แต่คือการรู้จักความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน

ผศ.ดร.ภญ.ธีรยา มะยะกูล ได้พูดถึงความสำคัญของ Digital Traceability Platform ในการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของสินค้าและแสดงหลักฐานประกอบการดำเนินงานได้ โดยระบบที่นำเสนอมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ Traceability Service, Risk Assessment ด้านการตัดไม้ทำลายป่าและความถูกต้องตามกฎหมาย, Due Diligence Report, Audit Support และ Legal Repository ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการเตรียมข้อมูลสำหรับการปฏิบัติตาม EUDR ได้เป็นระบบ พร้อมทั้งแนะนำแนวคิด Trusted Traceability & Due Diligence Readiness Roadmap เน้นหลักการสำคัญ ได้แก่ Complete Geolocation, Traceable & Transparency, Integrity, Collaboration และ Ownership & Accountability

ข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ คือหลักฐานที่ทำให้ธุรกิจไทยพูดกับตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ

แนวทางการส่งเสริม ตามกฎระเบียบและมาตรฐาน EU ที่มุ่งเน้นความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับได้ ไม่ได้ปกป้องคุ้มครองแค่เรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำว่าภาคธุรกิจมีหน้าที่ปฏิบัติตามผ่านการบริหารจัดการข้อมูลและการประเมินความเสี่ยง ซึ่งทางผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำแนวทางขับเคลื่อนรองรับผ่าน 4 ประเด็นสำคัญ เพื่อให้องค์กรนำไปปฏิบัติได้จริง ดังนี้

1. จัดทำระบบ Traceability: เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับสินค้าและวัตถุดิบได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะข้อมูลแหล่งที่มาและ Geolocation

2. จัดเตรียมข้อมูลและหลักฐาน : ให้พร้อมสำหรับการประเมินความเสี่ยง การทำ Due Diligence และการตรวจสอบจากคู่ค้าหรือผู้ตรวจประเมิน

3. ใช้ Digital Traceability Platform: เป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล จัดทำรายงาน Due Diligence สนับสนุนการ Audit และจัดเก็บข้อมูลด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

4. ประเมินความเสี่ยงรอบด้าน: ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ควบคู่กันไปตลอด Supply Chain พร้อมทั้งติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎ EU อย่างต่อเนื่อง

พร้อมทั้งเสนอแนวทางการนำไปปฏิบัติจริง ตั้งแต่การทำความเข้าใจเหตุผลและข้อกำหนด เตรียมข้อมูลและหลักฐานให้พร้อม ประสานขอความร่วมมือหรือความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการเปลี่ยน Compliance ให้เป็นความได้เปรียบทางธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการก้าวข้ามจากการตั้งรับกฎระเบียบ EU ไปสู่การใช้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความโปร่งใสเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางการค้าได้อย่างแท้จริง

Share the Post:

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง