Showcase: Students’ Science Innovation Projects for SDGs

สรุปการแสดงผลงานของนักเรียนจาก โรงเรียนสาธิตนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIDS) ในหัวข้อ Students’ Integrated Interdisciplinary Science Innovation Projects for the Promotion of Sustainable Development Goals โครงการนวัตกรรมวิทยาศาสตร์เชิงบูรณาการข้ามศาสตร์ของนักเรียนเพื่อส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ อาคาร True Digital Park (West) โดยภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ รองศาสตราจารย์ ดร.สิงหนาท น้อมเนียน พร้อมกับครูแนะแนว Ms. Zoe Morrison และนักเรียนทั้งหมด 9 คน นำเสนอโครงงานทางวิทยาศาสตร์ในทั้งหมด 3 หัวข้อ

กลุ่มที่ 1 Sonari: Path Unspoken

คุณวสุ เลิศธนกิจเจริญ อธิบายถึงการบูรณาการ 3 ทฤษฎีสำคัญเพื่อใช้ในการออกแบบ ได้แก่ ทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ของโคล์บ (Kolb’s Experiential Learning) ทฤษฎีการใช้เกมเป็นฐาน (Gamification Theory) และทฤษฎีการเรียนรู้ตามบริบท (Situated Learning Theory) เพื่อให้ผู้เล่นได้เรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติและสนุกสนาน พร้อมทั้งวางแผนแนวทางการพัฒนาโครงงานในอนาคตเพื่อขยายผลการใช้งานต่อไป

คุณปุณยนุช จิตแกมมณี กล่าวถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังการสร้างสรรค์เกม “โซนาริ: เส้นทางไร้เสียง” โดยมุ่งหวังให้เป็นนวัตกรรมที่ช่วยลดช่องว่าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างชุมชนผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินและคนทั่วไป โดยเกมมี 7 ฟีเจอร์หลักที่ครอบคลุมการใช้งาน ได้แก่ เมนูภารกิจ, การโต้ตอบกับตัวละคร NPC, การฝึกปฏิบัติผ่านกล้องเว็บแคม, พจนานุกรมภาษามือ, ระบบสะสมรางวัลและดูความก้าวหน้า, ร้านค้าและสกุลเงินในเกม, และระบบควบคุมการเคลื่อนไหวของมือ

คุณณัฐวรรธน์ พงศ์นพรัตน์ ได้พูดถึงเบื้องหลังและแนวทางด้านเทคนิคที่ใช้ในการพัฒนาโครงงานนี้ โดยเลือกใช้เครื่องมือวิเคราะห์ภาพอย่าง OpenCV และ Media Pipe ร่วมกับการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Python เพื่อพัฒนาระบบการแปลภาษามืออเมริกัน (ASL) นอกจากนี้ ยังได้อธิบายถึงขั้นตอนและเครื่องมือสำคัญในการสร้างสรรค์ตัวเกม เช่น แพลตฟอร์ม Unity และโปรแกรม VScode ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองผู้ใช้งานได้จริง

กลุ่มที่ 2 Eco-Friendly Antibacterial Surface from chitosan and lemongrass extract

คุณ ไอยวริญท์ บุญญา ได้พูดถึงที่มาของโครงการโดยเน้นย้ำให้เห็นถึงปัญหาระดับโลกอย่างวิกฤตการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย (AMR) และปัญหาชีวฟิล์มซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลถึง 65%–80% ทางทีมจึงนำเสนอโซลูชันไฮโดรเจลฤทธิ์คู่ที่มีส่วนผสมจากไคโตซานและสารสกัดตะไคร้ ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นทางเลือกใหม่ที่สามารถทดแทนการใช้สารเคมีฆ่าเชื้อแบบเดิม โดยไม่ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของเชื้อดื้อยา

คุณศุภพิมนภัทร์ ภูอัครนันท์ ได้พูดถึงผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันประสิทธิภาพของไฮโดรเจล ซึ่งสามารถสร้างวงยับยั้งแบคทีเรีย (Zone of Inhibition) ได้กว้างถึง 85.0 มม. อย่างสมบูรณ์แบบในทุกการทดลอง และยังมีความแข็งแรงทางกลศาสตร์ที่รับแรงได้สูงสุด 39.2 นิวตัน (รับน้ำหนัก 4 กก.) พร้อมทั้งวิเคราะห์ภาพรวมทางเศรษฐกิจ ทั้งต้นทุนการผลิต โครงสร้างราคา และโอกาสในการสร้างกำไรที่สูงขึ้นจากการนำวัตถุดิบท้องถิ่นมารีไซเคิลเพิ่มมูลค่า

คุณณภัทร เจสตาคม ได้พูดถึงรายละเอียดเชิงลึกของวัตถุดิบชีวภาพที่นำมาใช้ ได้แก่ ไคโตซานที่เป็นโพลีแซคคาไรด์ประจุบวกจากขยะเปลือกสัตว์น้ำ สารสกัดตะไคร้ที่เป็นสารชอบไขมันจากธรรมชาติ และเจลาตินที่เป็นโครงสร้างหลัก พร้อมอธิบายกลไกการทำงานร่วมกันแบบ Dual-action โดยไคโตซานจะเข้าจับกับผนังเซลล์ด้วยแรงดึงดูดทางไฟฟ้า ในขณะที่สารเทอร์ปีนจากตะไคร้จะแทรกซึมเข้าไปทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรียอย่างเฉียบขาด

กลุ่มที่ 3 Customizable Self-Stabilizing Spoon

คุณสาธวี อินเทศ ได้พูดถึงความท้าทายในชีวิตประจำวันของผู้ที่ป่วยเป็นภาวะโรคพาร์กินสัน ซึ่งมักสูญเสียความมั่นใจในการทำกิจวัตรพื้นฐาน เช่น การรับประทานอาหาร ปัญหานี้เป็นจุดประกายไอเดียให้ทีมริเริ่มพัฒนา “ตัวช้อนที่ช่วยลดระดับการสั่นจากมือของผู้ป่วย” เพื่อมุ่งหวังให้ผู้ที่กำลังเผชิญกับภาวะนี้มีแรงจูงใจ คืนความมั่นใจ และมีกำลังใจในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ต่อเนื่อง คุณวัชนดล อร่ามรุณ ได้พูดถึงระบบการทำงานเบื้องหลังของตัวช้อน Parkinson โดยอธิบายถึงกลไกทางอิเล็กทรอนิกส์และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ที่ฝังอยู่ในโครงสร้างของช้อน เพื่อตรวจจับและชดเชยการสั่นสะเทือน รวมถึงความท้าทายในการพัฒนาตัวต้นแบบ (Prototype) เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถส่งมอบความสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันและกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอาการมือสั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปแนวทางที่ได้เรียนรู้จากใน Workshop ครั้งนี้ คือความสำคัญของการบูรณาการศาสตร์แขนงต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และความเข้าใจในบริบททางสังคมมนุษย์เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง นวัตกรรมทั้ง 3 โครงงานเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่ไม่เพียงแต่มองเห็นปัญหา แต่ยังสามารถนำเทคโนโลยีอย่างระบบ AI และเกมมิ่ง รวมถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและวัสดุเหลือใช้ มาพัฒนาเป็นโซลูชันที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ โครงงานเหล่านี้ยังตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในหลายมิติ ทั้งการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างการมีส่วนร่วมในสังคมผ่านแอปพลิเคชันสอนภาษามือ การรับมือกับวิกฤตสาธารณสุขและสร้างนวัตกรรมสีเขียวจากไฮโดรเจลต้านเชื้อแบคทีเรีย ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตที่ดีของผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคพาร์กินสันด้วยอุปกรณ์ลดการสั่น ซึ่งเป็นตัวอย่างการลงมือปฏิบัติจริงที่ขับเคลื่อนสังคมไปสู่อนาคตที่ดีกว่าได้อย่างยั่งยืน

Share the Post:

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง