สรุปงานเวิร์กชอป Climate Adaptation Across the Value Chain: Making the Investment Decision จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 เวลา 09.00-12.00 น. ณ อาคาร True Digital Park (West) โดยภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและถ่ายทอดองค์ความรู้ในหัวข้อ “คุณจะลงทุนเท่าไร เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากโลกรวนอย่างไร จากมหาอุทกภัยปี พ.ศ 2554 ที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศไทยกว่า 1.4 ล้านล้านบาท กระทบต่อภาคการผลิตและห่วงโซ่อุปทานทั้งในและต่างประเทศ” ได้แก่
- คุณสนิท ศิริกลการ Managing Partner/ Founder, P24 Solutions Co.,Ltd.
- คุณธนิดา เลาหเสรีวานิช Head of Research of Climate Finance Network Thailand (CFNT)
- คุณภัคเกษม ธงไชย Acting Head of Thailand Country Programme, International Union for Conservation of Nature (IUCN)
เวิร์กช็อปภายใต้หัวข้อ “คุณจะลงทุนเท่าไร เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากโลกรวนอย่างไร” เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสวมบทบาทเป็นผู้บริหารระดับสูง เพื่อจำลองการตัดสินใจลงทุนในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายแก่ประเทศไทยกว่า 1.4 ล้านล้านบาท และส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและห่วงโซ่อุปทานทั้งในประเทศและต่างประเทศ
กิจกรรมนี้มุ่งให้ผู้บริหารเข้าใจว่าความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร รวมถึงเรียนรู้แนวทางการวางแผนลงทุนเพื่อรับมือกับความเสี่ยงอย่างคุ้มค่า ปลอดภัย และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบในด้านอื่นตามมา โดยประยุกต์ใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น เกมจำลองสถานการณ์ การวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า กรอบการตัดสินใจ 3 ขั้นตอน และแผนผังการตัดสินใจ เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมเห็นผลกระทบทางธุรกิจและทางการเงินได้อย่างเป็นรูปธรรม
คุณสนิท ศิริกลการ ได้กล่าวถึงแนวคิดเรื่องความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงแนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยมีสาระสำคัญดังนี้
- ประเภทของความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ธุรกิจควรประเมินความเสี่ยงหลัก 2 ด้าน ได้แก่ ความเสี่ยงทางกายภาพจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมและภัยแล้ง และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น การบังคับใช้นโยบายภาษีคาร์บอนหรือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
- การลดผลกระทบและการปรับตัว การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง และการปรับตัวเพื่อลดความเสียหายเมื่อเกิดภัยพิบัติ เช่น การสร้างกำแพงหรือระบบป้องกันน้ำท่วม ซึ่งเปรียบได้กับการซื้อประกันเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจ
- การวิเคราะห์สถานการณ์จำลอง หากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีการควบคุม ธุรกิจอาจต้องเผชิญกับความเสียหายจากภัยพิบัติที่รุนแรงมากขึ้น ในขณะที่หากทั่วโลกเดินหน้าตามเป้าหมายของความตกลงปารีส ธุรกิจก็จำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับกฎระเบียบ เทคโนโลยี และรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

คุณธนิดา เลาหเสรีวานิช ได้กล่าวถึงผลกระทบทางกายภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงความสำคัญของการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยมีสาระสำคัญดังนี้
- ผลกระทบตลอดห่วงโซ่คุณค่า ความเสี่ยงทางกายภาพมีทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เช่น พายุและคลื่นความร้อน และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้สินทรัพย์เสียหาย ประสิทธิภาพในการดำเนินงานลดลง และเกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน เช่น การขาดแคลนวัตถุดิบ
- แหล่งเงินทุนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การรับมือกับปัญหานี้จำเป็นต้องอาศัยเงินลงทุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เช่น งบประมาณภาครัฐ สินเชื่อจากธนาคาร พันธบัตรสีเขียว รวมถึงเงินสนับสนุนและเงินให้เปล่า
- ความไม่สมดุลของการจัดสรรเงินทุน การลงทุนเพื่อการปรับตัวในประเทศไทยในปัจจุบันมีเงินทุนส่วนใหญ่กว่า 74% กระจุกตัวอยู่ในด้านการจัดการน้ำ ขณะที่ภาคส่วนอื่น ๆ ที่มีความเปราะบางเช่นกัน เช่น ภาคการเกษตรและสาธารณสุข ยังมีเงินทุนสำหรับการปรับตัวไม่เพียงพอ

คุณภัคเกษม ธงไชย ได้กล่าวถึงข้อควรระวังในการดำเนินมาตรการปรับตัวที่อาจสร้างผลกระทบในด้านอื่นหรือทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น โดยมีสาระสำคัญดังนี้
- ผลกระทบจากการปรับตัวที่ไม่เหมาะสม การแก้ปัญหาโดยไม่พิจารณาความเชื่อมโยงของระบบโดยรวม อาจนำไปสู่ผลกระทบใน 3 รูปแบบ ได้แก่ ปัญหาเดิมกลับมาเกิดซ้ำ การผลักความเสี่ยงไปยังพื้นที่หรือกลุ่มคนอื่น และการสร้างผลกระทบด้านลบรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
- ความรู้สึกปลอดภัยที่อาจเป็นภาพลวงตา การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น คันกั้นน้ำ อาจทำให้ชุมชนหรือนิคมอุตสาหกรรมรู้สึกปลอดภัยและขยายการพัฒนาเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงมากขึ้น เมื่อโครงสร้างดังกล่าวเกิดความเสียหายหรือไม่สามารถรับมือกับภัยพิบัติได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจรุนแรงกว่าปกติ
- การใช้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา การปรับตัวอย่างยั่งยืนไม่ควรพึ่งพาโครงสร้างทางวิศวกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึงระบบนิเวศโดยรวม เช่น การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำให้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่รองรับและชะลอน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งนอกจากช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมแล้ว ยังสร้างประโยชน์ต่อระบบนิเวศและชุมชนโดยรอบอีกด้วย
สรุปแนวทางและเครื่องมือที่ได้เรียนรู้จาก Workshop
เพื่อให้องค์กรสามารถนำแนวคิดจากทฤษฎีไปประยุกต์ใช้ในการทำงานจริง เวิร์กช็อปได้นำเกมจำลองสถานการณ์มาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ โดยผู้เข้าร่วมสามารถทดลองสวมบทบาทเป็นผู้บริหารและจัดสรรงบประมาณเพื่อกระจายความเสี่ยงไปยังด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การวิจัยและพัฒนา รวมถึงมาตรการลดผลกระทบและการปรับตัว จากนั้นจึงประเมินผลลัพธ์ของธุรกิจเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ภัยพิบัติ
เครื่องมือสำคัญที่นำมาใช้ประกอบการตัดสินใจ ได้แก่ การวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งช่วยให้องค์กรมองเห็นความเสี่ยงตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น ผู้จัดหาวัตถุดิบ กระบวนการดำเนินงาน ไปจนถึงปลายน้ำ เช่น ลูกค้า เนื่องจากความเปราะบางเพียงจุดเดียวในห่วงโซ่ก็สามารถส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจโดยรวมได้
จากนั้นจึงนำ กรอบการตัดสินใจ 3 ขั้นตอน มาใช้ ซึ่งประกอบด้วย การทำความเข้าใจภัยคุกคามและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ การประเมินผลกระทบทางการเงิน และการพิจารณาทางเลือกในการจัดการความเสี่ยง โดยอาจเลือกที่จะลดความเสี่ยง โอนความเสี่ยงผ่านการทำประกันภัย หรือยอมรับความเสี่ยงไว้เอง
ท้ายที่สุดคือ แผนผังการตัดสินใจ ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารสามารถเปรียบเทียบต้นทุนของการลงทุนกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ดำเนินการ โดยพิจารณาร่วมกับความน่าจะเป็นของการเกิดภัยพิบัติ เครื่องมือนี้ช่วยให้สามารถประเมินความคุ้มค่าของแต่ละทางเลือกและคำนวณมูลค่าความคาดหวังของผลลัพธ์ได้อย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างเหมาะสมและไม่ลงทุนเกินความจำเป็น
โดยสรุป เวิร์กช็อปนี้ช่วยให้เห็นว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เพียงเรื่องของการป้องกันภัยพิบัติ แต่เป็นเรื่องของการตัดสินใจทางธุรกิจและการลงทุนในระยะยาว องค์กรจึงจำเป็นต้องมองความเสี่ยงให้ครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ประเมินผลกระทบทางการเงิน และเลือกแนวทางการปรับตัวที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงทั้งความคุ้มค่าทางธุรกิจและผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
