GCNT EXPO 2026 | SCG กับเส้นทาง Net Zero: เปลี่ยนความท้าทาย สู่ความยั่งยืนที่เติบโตร่วมกัน

การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ของ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่งในธุรกิจปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แล้วธุรกิจจะเปลี่ยนผ่านความท้าทายนี้ให้กลายเป็นความยั่งยืนในระยะยาวได้อย่างไร? สรุปสาระสำคัญจากปาฐกถาพิเศษโดย คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG ในงาน GCNT EXPO 2026 หัวข้อ “Saraburi Sandbox: Inclusive Green Transition Model”

การเดินทางสู่ Net Zero ของ SCG เริ่มต้นจากโจทย์ท้าทายที่ผู้บริหารเคยตั้งคำถามและกังวลว่า ธุรกิจนี้จะสามารถเปลี่ยนผ่านได้จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ด้วยความเชื่อมั่นว่าปูนซีเมนต์ยังคงเป็นวัสดุก่อสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาโลก จึงนำมาสู่ความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำยุคใหม่ ควบคู่กับการแปรรูปวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเพื่อทดแทนการใช้ถ่านหินในการผลิตอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการผนึกกำลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน หรือ PPP (Public Private People Partnership) ผ่านโครงการนำร่อง “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” (Saraburi Sandbox) เพื่อทดลองแนวทางปฏิบัติ บูรณาการพื้นที่สีเขียว และขับเคลื่อนความยั่งยืนที่เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในภาคอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคม

1. การปฏิรูปกระบวนการผลิตด้วยพลังงานชีวมวลและเทคโนโลยีขั้นสูง สู่การยกระดับมาตรฐานปูนคาร์บอนต่ำระดับประเทศ

SCG ปรับเปลี่ยนแนวทางการลดคาร์บอน จากเดิมที่พึ่งพาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS (Carbon Capture and Storage) ซึ่งมีต้นทุนสูงในเชิงพาณิชย์ มาเป็นการปรับโครงสร้างเชื้อเพลิงด้วยการใช้ ชีวมวลอัดเม็ด จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งช่วยลดปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ได้อีกทางหนึ่ง ส่งผลให้สามารถลดสัดส่วนการใช้ถ่านหินลงได้เกือบ 50% พร้อมมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Coal ในอนาคต

ควบคู่กันนี้ SCG ได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้พัฒนานวัตกรรม ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ เจเนอเรชันที่ 3 ซึ่งสามารถลดอุณหภูมิในกระบวนการเผาลงเหลือเพียง 900 องศาเซลเซียส ตลอดจนการพัฒนาสูตรที่สามารถผลิตได้ ณ อุณหภูมิห้อง นอกจากนี้ ยังได้แบ่งปันองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีผ่านสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย เพื่อขับเคลื่อนการปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ให้ครอบคลุมการใช้งานปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำในงานโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันทั้งอุตสาหกรรม

2. การขับเคลื่อนโมเดลการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบมีส่วนร่วม ผ่านโครงการนำร่อง “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์”

การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของ SCG ได้ขยายผลจากการพัฒนาเฉพาะภายในสถานประกอบการ สู่การบูรณาการเชิงพื้นที่ ภายใต้กลไกความร่วมมือแบบ Public Private People Partnership (PPP) ในโครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ โครงการนี้ครอบคลุมตั้งแต่การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนผ่านการจัดหาพืชพลังงาน การจัดการกากของเสียจากภาคอุตสาหกรรมอย่างถูกวิธี ตลอดจนการยกระดับภาคเกษตรกรรมผ่านโครงการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำด้วยวิธีทำนาเปียกสลับแห้ง เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศ ควบคู่ไปกับการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ (Nature Positive)

3. ถอดรหัสโมเดลสระบุรีแซนด์บ็อกซ์: 5 กลยุทธ์สู่การเปลี่ยนผ่านคาร์บอนต่ำระดับประเทศ

บทเรียนจากโครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ได้ตกผลึกเป็นกรอบการขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่าน 5 แกนหลัก ได้แก่:

  • การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
  • การใช้แซนด์บ็อกซ์เป็นพื้นที่ทดลอง เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย
  • การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน อย่างรอบด้านตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
  • การยึดผลประโยชน์ของภาคประชาสังคม เป็นศูนย์กลาง
  • การเร่งสร้างศักยภาพ เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance)

ยุทธศาสตร์นี้ขับเคลื่อนจากแนวคิด “ทำเล็กไปขยายใหญ่” พร้อมผลักดันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่าง นโยบายเปิดเสรีสายส่งไฟฟ้า (Third Party Access: TPA) เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ดังนั้น โครงการ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่โมเดลการลดคาร์บอนขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่คือ “ต้นแบบการเปลี่ยนผ่านสีเขียวแบบมีส่วนร่วม” ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การแก้วิกฤตสภาพภูมิอากาศและความท้าทายทางธุรกิจ สามารถเดินหน้าไปพร้อมกับการสร้างเศรษฐกิจชุมชนและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนได้

Share the Post:

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง