Workshop: Environmental & Social Risk Management (ESRM) การบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (Video Summary)

สรุปเวิร์กชอปการบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (ESRM Workshop) สําหรับภาคการเงินในประเทศไทย ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 เวลา 13:00-15:30 น. ณ Classroom 7 ชั้น 2 อาคาร True Digital Park (West) โดยภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ได้แก่

  1. คุณธนวัจน์ คีรีภาส ผู้อำนวยการโครงการ Mekong Safeguards
  2. คุณพัฒนา สุระวัฒนาพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
  3. Speaker Roman Rampa, Financial Policy Expert

คุณธนวัจน์ คีรีภาส กล่าวถึง โครงการ Mekong Safeguards ที่ได้รับการสนับสนุนทางสถานทูตออสเตรเลียเพื่อยกระดับ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการขนส่งในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงให้มีความยั่งยืน ซึ่งครอบคลุมประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม วัตถุประสงค์หลักคือการยกระดับมาตรฐาน ESG ส่งเสริมความโปร่งใสและเสริมสร้างพลังชุมชนและประชาสังคม

คุณพัฒนา สุระวัฒนาพงศ์ กล่าวถึง The Asia Foundation (มูลนิธิเอเชีย) องค์กรพัฒนาเอกชนระดับนานาชาติที่ไม่แสวงหาผลกำไรซึ่งทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่คาดหวังว่าจะได้เห็นความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการขับเคลื่อน (Implementation) ของแต่ละธนาคารในระดับที่แตกต่างกัน เพื่อจัดระดับและรูปแบบการช่วยเหลือให้ตรงตามความต้องการการดำเนินงาน โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

Phase 1: Diagnose เพื่อประเมินความพร้อมและค้นหาช่องว่างในการจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
Phase 2: Build สำหรับจัดทำคู่มือและวางกรอบมาตรฐาน ESRM และ
Phase 3: Apply เพื่อทดลองนำกรอบมาตรฐานไปใช้จริงกับธนาคารนำร่องและถอดบทเรียนเพื่อขยายผลต่อไป

Mr. Roman Rampa ได้พูดถึงพัฒนาการและกรอบ ESRM ในระดับสากล แนวทาง ESRM ระดับโลกพัฒนาจากการเน้นเพียงการเปิดเผยข้อมูลไปสู่การประเมินความเสี่ยงและสนับสนุนการตัดสินใจ โดยขยายขอบเขตจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศไปสู่ความเสี่ยงทางกายภาพ การปรับตัวและความเสี่ยงด้านธรรมชาติ ทั้งนี้ กรอบสากลแต่ละกรอบมีบทบาทต่างกัน จึงไม่มีมาตรฐานเดียวที่สามารถใช้แทนกันได้ทั้งหมด การบูรณาการ ESRM สู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงและการตัดสินใจ
การบริหารความเสี่ยง ESRM ที่มีประสิทธิภาพจะต้องพิจารณาทั้งความเสี่ยงทางการเงินและผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน โดยต้องสอดแทรกเข้าไปในทุกขั้นตอนของกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การคัดกรองโครงการ การประเมินความเสี่ยง การอนุมัติสินเชื่อ ไปจนถึงการติดตามผลหลังการอนุมัติซึ่งวัดผลสำเร็จได้จากการนำประเด็น ESG ไปใช้กำหนดเงื่อนไขทางธุรกิจ วิเคราะห์เครดิตและบริหารพอร์ตสินเชื่ออย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้หลักความได้สัดส่วน (Proportionality) ให้เหมาะสมกับขนาดและระดับความเสี่ยงของสถาบันการเงินนั้น ๆ

แนวทางสำหรับประเทศไทย

ความท้าทายสำหรับประเทศไทยคือการแปลงมาตรฐานและนโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น Thailand Taxonomy ให้เป็นแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องและใช้ได้จริง จึงมีข้อเสนอแนะให้จัดทำกรอบอ้างอิงร่วมแบบสมัครใจที่แบ่งออกเป็นโมดูลเพื่อสร้างมาตรฐานคำศัพท์ ชุดข้อมูล และแนวทางปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันรวมถึงส่งเสริมการแลกเปลี่ยนกรณีศึกษา และบูรณาการ ESRM เข้ากับกระบวนการด้านเครดิต ความเสี่ยง และธรรมาภิบาล โดยมุ่งเน้นประโยชน์ต่อการตัดสินใจมากกว่าการปฏิบัติตามข้อกำหนดเพียงอย่างเดียว

เนื่องจากกฎระเบียบด้าน ESRM ในระดับสากลมีความแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละประเทศ ธนาคารจึงควรมุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถภายในองค์กรให้สามารถปรับใช้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นประเด็นที่มีสาระสำคัญ ความได้สัดส่วน การบูรณาการเข้ากับกระบวนการทำงานปกติและการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ประกอบการตัดสินใจ

ทั้งนี้ ESRM ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงภาระด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Compliance) แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธนาคารตัดสินใจได้ดีขึ้นและสร้างความร่วมมือกับลูกค้าได้อย่างยั่งยืน โดยสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) ร่วมกับมูลนิธิเอเชีย (TAF) จะนำข้อคิดเห็นจากภาคธนาคารไปพัฒนาเป็นเครื่องมือ ESRM ระดับอุตสาหกรรมและนัดหมายทดลองใช้งานเพื่อทบทวนและปรับปรุงให้มีความเหมาะสมกับการนำไปปฏิบัติจริงในลำดับต่อไป

Share the Post:

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง