
สรุปในงาน GCNT EXPO 2026: FROM SHOCK TO SHIFT: Sustainable Transition in a Fractured World” หัวข้อ “The Next Shift: อนาคตที่เยาวชนอยากเปลี่ยน” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ณ อาคาร True Digital Park (West) โดยภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากรจาก คุณปวริศา ด่านธำรงกูล รองประธานสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร กำกับดูแลสำนักป้องกันปัจจัยเสี่ยงและพิทักษ์สิทธิ และ คุณศิริชัย สมวงษา ผู้บริหารสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร
จากสภาเด็กและเยาวชนสู่พื้นที่ทำงานจริงในสังคม การเปลี่ยนแปลงของสังคมในปัจจุบันทำให้เสียงของเยาวชนกลายเป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดอนาคต ความยั่งยืนจึงไม่ได้หมายถึงเพียงแค่โลกที่เราจะสามารถอยู่ได้ในอนาคตเท่านั้น แต่ยังหมายถึงสังคมที่เยาวชนสามารถเติบโตและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ สภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครจึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางในการนำเสียงของเด็กและเยาวชนไปสู่การทำงานจริง ทั้งในระดับชุมชน ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ตั้งแต่การรับฟังปัญหา การคิดและออกแบบโครงการ ตลอดจนการส่งต่อความคิดเห็นไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ความสำคัญกับการศึกษาและความเหลื่อมล้ำ
ปัญหาด้านการศึกษาถือเป็นฐานสำคัญที่สุดของมนุษย์ในการขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจ และนวัตกรรม อย่างไรก็ตาม อัตราการเกิดที่ลดลงและปัญหาความเหลื่อมล้ำ เช่น ปัญหาครอบครัวและความยากจน ทำให้เด็กบางกลุ่มหลุดออกจากระบบการศึกษาและต้องเผชิญกับภาวะการเอาตัวรอดในแต่ละวัน ปัญหาเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทุกข้ออย่างแยกไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพการศึกษา (SDG 4) การลดความเหลื่อมล้ำ (SDG 10) สุขภาวะที่ดี (SDG 3) และความเท่าเทียมทางเพศ (SDG 5) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาต้องมองในภาพรวมและบูรณาการทุกมิติเข้าด้วยกัน เพื่อให้เด็กทุกคนมีสิทธิ์ โอกาส และความปลอดภัยในการเติบโต
การลงมือทำจริงผ่านโครงการและการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย
การมีส่วนร่วมของเยาวชนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสะท้อนมุมมองหรือการพูดคุยเท่านั้น แต่ต้องสะท้อนผ่านการปฏิบัติจริงผ่านโครงการสำคัญ เช่น Project Safe Seed ที่มุ่งปลูกฝังกระบวนการคิดและการป้องกันภัยไซเบอร์สำหรับเด็กและเยาวชนในโลกออนไลน์ และ Project Safe Love ที่ให้ความรู้ด้านสุขภาวะทางเพศและการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ซึ่งโครงการเหล่านี้ได้ผ่านกระบวนการถอดบทเรียนและขับเคลื่อนร่วมกับผู้บริหารกรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแนวทางป้องกันและช่วยเหลือเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม

การสร้างการมีส่วนร่วมและการรับฟังเสียงของเยาวชน
การที่เยาวชนจะเข้าไปมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาความยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นและการสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน แม้ในปัจจุบันเยาวชนจะมีพื้นที่ในการพูดคุยมากขึ้น แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างบางประการ เช่น การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรและการเข้าไม่ถึงโอกาส ยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยการรับฟังและการลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน
สุดท้ายนี้การขับเคลื่อนอนาคตที่เยาวชนอยากเปลี่ยนถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เพื่อให้เสียงของเยาวชนสะท้อนไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน การสร้างความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเปิดรับฟังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการบูรณาการความพร้อมในทุกด้าน ทั้งการสนับสนุนด้านการศึกษา การลดความเหลื่อมล้ำ และการสร้างสังคมที่ครอบคลุมและปลอดภัย หากทุกภาคส่วนสามารถขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ไปพร้อมกันได้ เสียงของเยาวชนจะไม่เป็นเพียงแค่การสะท้อนปัญหา แต่จะกลายเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาสังคมให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน