รู้จัก ‘Adaptation-Maladaptation’ ก้าวต่อไปสู่การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม

ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ส่งผลกระทบต่อระบบอุทกวิทยา ความเสี่ยงด้านน้ำท่วม และน้ำแล้งอย่างไม่เคยมีมาก่อน การรับมือกับวิกฤตดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยกลยุทธ์การปรับตัวที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ในหลายกรณีการดำเนินมาตรการปรับตัวโดยขาดความเข้าใจในระบบอย่างถ่องแท้อาจนำไปสู่ภาวะ “Maladaptation” หรือการปรับตัวที่ผิดพลาด

งานเสวนาในหัวข้อ “Adaptation Pays, Maladaptation Bills: The Business Case for Getting Resilience Right” จัดขึ้นโดย สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) ร่วมกับ Climate Finance Network Thailand (CFNT) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการจัดการน้ำและการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยได้รับเกียรติจากวิทยากร 2 ท่าน ร่วมแบ่งปันแนวคิด ประสบการณ์ และแนวทางการดำเนินงานจริง ได้แก่ คุณภัคเกษม ธงชัย รักษาการผู้อำนวยการโครงการประเทศไทย และเจ้าหน้าที่แผนงานด้านน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ สำนักงานภูมิภาคเอเชีย องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) และ คุณสลิลลา สีหพันธุ์ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด

ความเข้าใจเรื่อง Maladaptation: เมื่อการปรับตัวกลับสร้างผลเสียมากกว่าเดิม

คุณภัคเกษม ธงชัย (IUCN) ได้เปิดมุมมองว่า การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศสามารถเป็นไปได้ทั้งในทิศทางที่ดีขึ้น หรือทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงหากจัดการไม่ถูกต้อง ในประเทศไทย มีการทุ่มงบประมาณจำนวนมากไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ แม้ว่าจะเป็นความตั้งใจที่ดี แต่หากมองข้ามขอบเขตของระบบ (System Boundary) ที่เชื่อมโยงทั้งระบบสังคม สภาพอุทกวิทยา และนโยบายต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ก็อาจเกิดผลกระทบแทรกซ้อนที่ไม่คาดคิด

การปรับเปลี่ยนระบบด้วยการสร้างสิ่งก่อสร้าง เช่น คันกั้นน้ำหรือเขื่อน อาจก่อให้เกิด “Levee Effect” หรือการสร้างความรู้สึกปลอดภัยแบบหลอก ๆ (False Sense of Security) ตัวอย่างเช่น ในพื้นที่อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การสร้างคันกั้นน้ำทำให้น้ำท่วมขังขังติดอยู่ในกรอบคันกั้นน้ำ ส่งผลให้ประชาชนริมแม่น้ำมีความเปราะบางยิ่งขึ้น จนชาวบ้านบางรายต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อยกระดับบ้านให้สูงขึ้นถึง 6 เมตรเพื่อหนีน้ำท่วม

ทั้งนี้ รูปแบบของ Maladaptation สามารถแบ่งออกเป็น:

  1. Rebounding Vulnerability: ความเปราะบางย้อนกลับมาที่เดิมหรือในรูปแบบใหม่
  2. Shifting/Redistributing Vulnerability: การส่งผ่านความเปราะบางไปให้ผู้อื่น เช่น จากพื้นที่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำ
  3. Creating Negative Externalities: การสร้างผลกระทบภายนอกเชิงลบและปัญหาใหม่ ๆ

ทางออกด้วย Nature-based Solutions (NbS) และ Corporate Water Stewardship

เพื่อยับยั้งปัญหา Maladaptation ภาคธุรกิจและหน่วยงานอนุรักษ์จึงต้องหันมาใช้ Nature-based Solutions (NbS) หรือการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน ซึ่งเน้นการปกป้อง จัดการ และฟื้นฟูระบบนิเวศ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายทางสังคม ควบคู่ไปกับการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์และความหลากหลายทางชีวภาพ

การปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการน้ำของภาคเอกชน (Corporate Water Stewardship) มีแนวโน้มย้ายจากการทำเพียงแค่ “ไม่สร้างความเสียหาย” (Doing no harm) ไปสู่การ “สร้างผลกระทบเชิงบวก” (Doing good) รวมถึงการมองภาพรวมระดับพื้นที่รับน้ำ (Catchment level) ร่วมกับภาคีเครือข่าย มากกว่าการจัดการอยู่เฉพาะภายในแนวรั้วโรงงานตนเอง

กรณีศึกษาจากเนสท์เล่: โครงการ “เนสท์เล่ นํ้ารักษ์นํ้า” และความสำเร็จ 11 ปี

คุณสลิลลา สีหพันธุ์ (เนสท์เล่ ไทย) ได้ถ่ายทอดการนำแนวคิดไปสู่การปฏิบัติจริงผ่านโครงการ “เนสท์เล่ นํ้ารักษ์นํ้า” ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 11 ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ เรียนรู้ (Educate), ปกป้อง (Protect) และ ฟื้นฟู (Restore Biodiversity)

กระบวนการทำงานขับเคลื่อนร่วมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เช่น IUCN, WWF, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชน โดยเริ่มจากการสร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชนผ่านศูนย์การเรียนรู้น้ำ ณ โรงเรียนสาคลีวิทยา การส่งเสริมตลาดนัดขยะชุมชนร่วมกับกลุ่มวงษ์พาณิชย์ จนชุมชนสามารถจัดการขยะได้เอง ตลอดจนการทำความสะอาด ลอกคลอง และขจัดผักตบชวา อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ณ คลองขนมจีน จ.พระนครศรีอยุธยา ได้แก่ การฟื้นฟูระบบนิเวศพืชน้ำและสัตว์น้ำ รวมถึงนกกระจาบทอง ซึ่งอยู่ใน IUCN Red List และในปี 2568 ได้รับการคัดเลือกเป็นพื้นที่นำร่องสำหรับการดำเนินงานอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (OECMs) นอกจากนี้ ยังได้รับการยอมรับผ่านรางวัลระดับโลก เช่น Reuters Events Global Sustainability Awards 2025

นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลไปยังพื้นที่ชุ่มน้ำหนองทุ่งทอง ลุ่มน้ำตาปี จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นพื้นที่เตรียมขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar Site) เพื่อฟื้นฟูแหล่งอาหารของปลาและยกระดับการคุ้มครองตามมาตรฐานสากล

บทสรุปและปัจจัยความสำเร็จ

จากการเสวนาในครั้งนี้ พบว่าการขับเคลื่อนงานบริหารจัดการน้ำและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศให้ประสบผลสำเร็จและยั่งยืน มีหัวใจสำคัญ ดังนี้:

  1. การปรับตัว ไม่ใช่แค่การลดความเสี่ยงในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง เพราะการดำเนินมาตรการ Climate Adaptation ต้องพิจารณาด้วยว่าเป็นการช่วยลดความเสี่ยงจริง ๆ หรือเป็นเพียงการย้ายความเสี่ยงไปสู่พื้นที่อื่น หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มอื่น
  • เครื่องมือสร้าง ความยืดหยุ่น (Resilience) ได้แก่ Nature-based Solutions และ Water Stewardship เป็นเครื่องมือสำคัญ แต่ต้องอาศัยความเข้าใจในระบบนิเวศ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการมองภาพรวมในระดับพื้นที่ที่กว้างกว่าขอบเขตองค์กร
  • การจัดการแบบปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ (Adaptive Management) ไม่มีมาตรการใดสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก สิ่งสำคัญคือต้องมีระบบติดตาม ประเมิน ผลการเรียนรู้ และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งธุรกิจ ชุมชน และธรรมชาติในระยะยาว
Share the Post:

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง