GCNT EXPO 2026 | From Global Agenda to Local Action:

สรุปงาน From Global Agenda to Local Action: Development Practitioners on Thailand’s Path to Sustainability จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ในงาน GCNT EXPO 2026 ณ Side Stage อาคาร True Digital Park (West) โดยภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ คุณมาริสา ปัณยาชีวะ เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านประสานความร่วมมือเพื่อการพัฒนา สำนักงานผู้ประสานงานสหประชาชาติ (UN) ประเทศไทย คุณธาริณี สุรวรนนท์ ผู้จัดการทีม – สิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และธรรมาภิบาล คุณชนาพัทร์ มณีดุลย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย โครงการอาเซียน-ออสเตรเลียเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ ดำเนินรายการโดย ดร.พสพล เจริญพร อาจารย์ประจำภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

งานครั้งนี้ชวนมองว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แม้จะมีกรอบเป้าหมายระดับโลกอย่าง Sustainable Development Goals (SDGs) ทั้ง 17 ข้อ แต่ความท้าทายสำคัญคือการแปลงเป้าหมายเหล่านี้ให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย และนำไปสู่การลงมือทำในระดับประเทศ จังหวัด และท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงประชาชนและคนรุ่นใหม่

คุณธาริณี สุรวรนนท์ ผู้จัดการทีม – สิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และธรรมาภิบาล ได้พูดถึงบทบาทของ UNDP ในการเชื่อมโยงประเทศต่างๆ เข้ากับองค์ความรู้ ประสบการณ์ และทรัพยากร เพื่อสนับสนุนให้แต่ละประเทศสามารถออกแบบแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง และมุ่งสู่การบรรลุ SDGs โดยสำหรับประเทศไทยมีประเด็นสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ Pivotal Mission, People for the Mission และ Participatory Journey towards a Sustainable Future

ซึ่งสะท้อนว่าการพัฒนาต้องครอบคลุมทั้งการเปลี่ยนผ่านประเทศ การพัฒนาคน และการสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ประเด็นที่สองคือ Green Transition ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการลดการปล่อยคาร์บอน แต่ต้องทำให้สังคมไทยสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้พร้อมกัน โดยให้ความสำคัญกับทั้งสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพอนามัย การสร้างสถาบันทางสังคมที่เข้มแข็ง และการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียมนอกจากนี้ UNDP ยังให้ความสำคัญกับการทำให้ Global Agenda กลายเป็น Local Action ผ่านการลงไปทำงานในพื้นที่ เพื่อดูว่า SDGs เป้าหมายใดมีความโดดเด่นหรือยังล้าหลัง และนำข้อมูลดังกล่าวมาปรับแนวทางให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ รวมถึงสนับสนุน Financing SDGs และ SDG Localisation เพื่อให้เป้าหมายด้านความยั่งยืนมีทั้งทรัพยากรและกลไกในการขับเคลื่อนในระดับจังหวัดและท้องถิ่น

คุณมาริสา ปัณยาชีวะ เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านประสานความร่วมมือเพื่อการพัฒนา สำนักงานผู้ประสานงานสหประชาชาติ (UN) ประเทศไทย ได้พูดถึงบทบาทขององค์การสหประชาชาติในการสร้างพื้นที่ให้ประเทศต่าง ๆ สามารถปรึกษาหารือและร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหา ตลอดจนกำหนดมาตรฐานสากลในประเด็นสำคัญ ทั้งสิทธิมนุษยชน หลักการพื้นฐาน และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเมื่อเข้ามาทำงานในประเทศไทย UN ให้ความสำคัญกับประเด็นเศรษฐกิจสีเขียว การเพิ่มทุนมนุษย์ และการลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์กรระดับโลกกับบริบทและความต้องการของประเทศไทย ประเด็นที่สองคือการกำหนดวาระการพัฒนาต้องเกิดจากการหารือร่วมกัน เพราะแต่ละประเทศมีกรอบความร่วมมือและแผนพัฒนาของตนเอง การวางแผนจึงจำเป็นต้องรับฟังทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้เห็นทั้งสิ่งที่ภาครัฐกำหนดเป็นวาระสำคัญและความต้องการของแต่ละภาคส่วน

ขณะเดียวกัน การวางแผนความร่วมมือในรอบใหม่ยังต้องเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง เช่น AI และสังคมสูงวัย นอกจากนี้ UN ยังให้ความสำคัญกับการ ทำให้ SDGs เป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชนเพราะหลายประเด็นที่อยู่ในกรอบการทำงานของ UN ล้วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและมีส่วนเชื่อมโยงกับกฎหมายและนโยบายของประเทศ จึงมีการพัฒนาเครื่องมืออย่าง SDG Micro Primer เพื่อช่วยให้คนไทยเข้าใจ SDGs ในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

คุณชนาพัทร์ มณีดุลย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย โครงการอาเซียน-ออสเตรเลียเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์  ได้พูดถึง ได้พูดถึงบทบาทของโครงการในการต่อต้านการค้ามนุษย์ในภูมิภาคอาเซียน โดยทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการสืบสวน การดำเนินคดี และการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวมถึงการบังคับใช้แรงงาน โดยชี้ให้เห็นว่าการค้ามนุษย์หรือการค้าทาสยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน แต่มีความเชื่อมโยงกับปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะความเปราะบางของแรงงานและผู้ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือออกจากงานได้อย่างอิสระ ประเด็นที่สองคือ รูปแบบการค้ามนุษย์กำลังเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของโลก โดยมีปัจจัยใหม่เข้ามาเร่งความเสี่ยง เช่น การใช้เทคโนโลยีหลอกลวงคนให้เดินทางไปทำงานที่ไม่มีอยู่จริง หรือผลกระทบจากภัยแล้งและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ผู้คนต้องย้ายถิ่นฐานและอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางต่อการถูกแสวงหาประโยชน์มากขึ้น ความท้าทายจึงอยู่ที่การทำให้แนวทางการแก้ไขปัญหาสามารถปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ ASEAN-ACT ยังให้ความสำคัญกับ การสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ โดยทำงานร่วมกับองค์กรต่าง ๆ เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ในรูปแบบใหม่ รวมถึงประเด็นความเปราะบางทางเพศ การแสวงหาประโยชน์ทางเพศ และสิทธิมนุษยชน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเรียนรู้และมีส่วนร่วมในการป้องกันปัญหาได้มากขึ้น

ท้ายที่สุด ทั้งสามองค์กรสะท้อนมุมมองร่วมกันว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน รวมถึงประชาชนและเยาวชน โดย UNDP มองทุกภาคส่วนในฐานะ Agent of Change ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จากจุดที่ตนเองมีบทบาท ขณะที่ UN ให้ความสำคัญกับการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม ผ่านกลไกอย่าง UN Youth Office และ Youth Town Hall เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เสนอความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนา

จาก Global Agenda สู่ Local Action จึงไม่ใช่เพียงการนำเป้าหมายระดับโลกมาปรับใช้ในระดับประเทศ แต่คือการทำให้เป้าหมายเหล่านั้นเชื่อมโยงกับบริบท ปัญหา และความต้องการของผู้คนในแต่ละพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนจาก เป้าหมายที่กำหนดไว้ไปสู่การลงมือทำที่เกิดขึ้นจริง และสร้างเส้นทางสู่ความยั่งยืนที่ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมได้

Share the Post:

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง