CONTACT US f x l i i
INSPIRATIONS FROM OUR PARTNERS

CONSCIENCE AND RESPECT ‘โลกใบนี้ไม่ได้เป็นของเรา’

โลกใบนี้ไม่ได้เป็นของเรา’ ประโยคสั้น ๆ ที่กลายมาเป็นความตั้งใจยาวๆ ของ 'คุณปรีดา เตียสุวรรณ์' ประธานกรรมการ บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชนบริษัทเอกชนรายแรกของประเทศไทยที่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก United Nations Global Compact หรือ UNGC เพื่อดำเนินธุรกิจพร้อมๆ กับร่วมดูแลรับผิดชอบสังคมให้เกิดความถูกต้องยั่งยืนในเรื่องของสิทธิมนุษยชน แรงงานสิ่งแวดล้อมและการต้านทุจริต อีกทั้งยังเป็นสมาชิกที่ร่วมก่อตั้งเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กประเทศไทย (Global Compact Network Thailand) อีกด้วย ‘เราต้องมี จิตสำนึกที่จะเคารพสิทธิของคนอื่น’ เป็นอีกหนึ่งประโยคตามมาที่ทำให้ กำไร ไม่ใช่เป็นเหตุผลทั้งหมดในการทำธุรกิจ คนรอบข้างที่เกี่ยวข้องทั้งหมดถูกนำมาเป็นปัจจัยหลักของการกำหนดนโยบายบริหาร เพราะคุณปรีดาเชื่อว่าความสำเร็จที่แท้จริงของการทำธุรกิจ คือการสร้างความสุขให้กับคนทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าความข้องเกี่ยวนั้นจะเล็กจะใหญ่หรือจะไกลจะใกล้แค่ไหนก็ตาม และต่อไปจะเป็นประโยคยาวๆ จากการพูดคุยกัน 

"การทำธุรกิจของเรานั้นกำไรเป็นแค่ 1 ใน 3 ของสิ่งที่เราควรจะช่วยกันทำ นอกนั้นคือการช่วยกันดูแลโลกใบนี้และสังคม"


คุณมีความรู้สึกอย่างไรกับการเป็นบริษัทแรกของประเทศไทยที่ได้เข้าร่วมกับ UNGC
ประการแรกก็รู้สึกเป็นเกียรติ ประการต่อมาก็เหมือนกับเรามีบ้านแล้วต้องเล่าว่าก่อนที่จะรู้จัก UNGC ผมกับเพื่อนๆ ในกลุ่ม 10 - 15 คน ก็ทำเรื่องเหล่านี้แบบเล็กๆ กันอยู่แล้ว ตอนนั้นผมเคยเดินเข้าไปในสภาอะไรสักที่ที่เป็นสมาชิกอยู่ พอพูดถึงเรื่องนี้ออกไป เขามองผมเหมือนมาจากโลกพระจันทร์ ในช่วงนั้นนะ เมื่อเกือบ 20 ปีก่อนแต่พอ UNGC เข้ามา จากที่เคยเป็นคนชายขอบตอนนี้พวกผมกลายเป็นแกนกลาง

แสดงว่าคุณให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว
จะว่าไปเมื่อก่อนผมก็ไม่ตระหนักนะ แต่พอได้คุยและรับรู้เรื่องพวกนี้มากๆ โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อม ผมว่าเรื่องนี้มันชัดเจนเลย คือโลกใบนี้ไม่ได้เป็นของเรา เราบอกว่าเราจ่ายเงินซื้อที่ตรงนี้มาที่ผืนนี้เป็นของเรา ตามกฎหมายนั้นใช่ แต่ที่ผืนนี้ไม่ได้เป็นของเราคนเดียวเพราะถ้าที่ผืนนี้สร้างโรงงานแล้วปล่อยควันพิษปล่อยนำเสียออกไปยังชุมชน เราก็ไปสร้างมลภาวะให้แก่เขา เพราะฉะนั้นบทสรุปตรงนี้มันมีความชัดเจนอยู่ว่า คุณไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้แล้วมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้โดยไม่คำนึงถึงคนรอบข้างและสังคม เพราะมันเป็นโลกใบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบนำระบบอากาศที่เราถ่ายเทออกไปมันมีผลกระทบทั้งนั้น การทำธุรกิจที่ต้องคิดถึงสังคมแล้วก็สิ่งแวดล้อมมันจึงเป็นขบวนการที่ต้องไปด้วยกันกับการเสาะแสวงหากำไร Profit People Planet มันต้องไปด้วยกัน

การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ UNGC ช่วยให้เคลื่อนไหวเรื่องเหล่านี้ไปข้างหน้าและยั่งยืนขึ้นได้อย่างไร
เอาเรื่องไปข้างหน้าก่อน เมื่อเราทำเรื่องนี้ได้อย่างกลมกลืน ความสัมพันธ์ของเรากับทุกคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรา ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น ไม่ว่าจะเป็นคู่ค้า ที่เราเรียกว่า Stakeholder หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มันตีทะลุกันไปหมดเลยเมื่อเรายอมรับความจริงว่า การทำธุรกิจของเรานั้นกำไรเป็นแค่ 1 ใน 3 ของสิ่งที่เราควรจะช่วยกันทำนอกนั้นคือการช่วยกันดูแลโลกใบนี้และสังคม มันทำให้เรากับพนักงานสามารถมองตากันเรามองหน้าคู่ค้าได้อย่างเต็มตา เราคุยกับผู้ถือหุ้นได้อย่างเต็มใจ ไม่มีเขากับเรา ทุกคนยิ้มเข้าหากัน การเป็นกัลยาณมิตรก็เกิดขึ้นในองค์กรไปโดยปริยาย ส่วนเรื่องความยั่งยืนนั้น ผมว่าเมื่อเราสร้างความเป็นกัลยาณมิตรของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลาย พนักงานก็อยู่กับเรา ผู้ถือหุ้นก็โอเคกับการได้กำไรที่พอควรพอเพียง และกำไรนั้นก็เป็นกำไรที่มั่นคงเสมอต้นเสมอปลายเพราะพนักงานกับธุรกิจมีความมั่นคง เราก็จะได้ผู้ถือหุ้นที่เข้าใจเรา คนที่ทำธุรกิจกับเราก็มองเราเป็นหุ้นส่วน เกิดความยั่งยืนตามมา ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจเราใหญ่ขึ้นแต่ไม่ได้ใหญ่แบบกระโชกกระชากเป็นการใหญ่การโตแบบมีความยั่งยืน

สิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อม และการต้านการทุจริต ใน 4 ด้านนี้ บริษัทคุณเจาะจงด้านไหนเป็นพิเศษ
ทุกด้านเลยนะ เพราะทุกอย่างที่ UN บอกมาเป็นสิ่งที่ถูกต้องหมดเป็นหลักการพื้นฐานที่มีความสัมพันธ์กัน เพราะถ้าผมให้ความสำคัญเฉพาะสิทธิมนุษยชนกับแรงงาน แต่เวลาเดียวกันผมก็ปล่อยนำเสียออกไปข้างนอก แรงงานก็บอกเจ้านายสองมาตรฐานนี่ ดูแลพวกผมดีแต่ดูแลชาวบ้านแย่มาก เสร็จแล้วเจ้านายก็ไปจ่ายเงินใต้โต๊ะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำเรื่องสิทธิมนุษยชนเรื่องแรงงานก็กลายเป็นผักชีโรยหน้า ไม่มีความจริงใจ เพราะฉะนั้น 4 ด้านนี้มีความสัมพันธ์กันอยู่แล้วในตัวของมันเอง

ถ้าเกิดขึ้นจริงอย่างนั้น จะเกิดผลอย่างไรขึ้นบ้างครับกับบ้านเรา
ผมว่ามันจะมีนิมิตหมายที่จะทำให้ธุรกิจมีความโปร่งใส สร้างความเป็นกัลยาณมิตรขึ้นมาในสังคม ความเป็นอยู่ของทุกคนดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้น และความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีเกี่ยวกับธุรกิจที่สะสมมาเป็นเวลาหลายสิบปี ผมว่าสิ่งนี้จะมลายหายไปนะ ความเป็นธรรมจะเข้ามา

ได้ยินคุณพูดถึง ความพอเพียง คุณเข้าใจและนำหลักปรัชญาข้อนี้มาใช้อย่างไรบ้าง
สำหรับผม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นสิ่งที่ผมเรียกว่าสิ่งมหัศจรรย์ ผมจบมาสายการตลาดเศรษฐศาสตร์ กับการบริหารผมมานั่งวิเคราะห์คำว่าเศรษฐกิจพอเพียง ผมวิเคราะห์อย่างไรก็นึกไม่ออกว่าท่านคิดมาได้อย่างไร เพราะว่าเวลาคุณพูดถึงเศรษฐกิจคุณก็พูดถึงทุนนิยม เอ๊ะ จะทำให้ทุนนิยมพอเพียง มันทำได้อย่างไร มันเป็นสิ่งที่ขัดกัน ผมใช้คำราชาศัพท์ไม่เป็น ขออนุญาตนะ ผมว่าท่านได้มาจากการสะสมความคิดของท่าน ความมีทศพิธราชธรรมของท่าน ในการที่จะให้คนมีความประหยัด มีความพอใจ มีจิตที่จะให้ มีความซื่อสัตย์ สิ่งเหล่านี้เป็นกิจวัตรที่ท่านทำมาตลอด แล้วท่านก็ออกไปดูชาวบ้าน ก็รู้ว่าชาวบ้าน ชาวนา ชาวไร่ ทำเท่าไรก็ไม่เคยพอกิน ท่านใช้เวลาอยู่กับการเดินเหล่านี้ไม่น้อยกว่า 30 ปี ผมว่าท่านตกผลึกนะ ท่านตกผลึกว่าในท้ายที่สุดแล้วชาวบ้านจะอยู่ได้ต้องมีความพอเพียง คือชาวบ้านเวลาหากินก็คือเรื่องเศรษกิจเรื่องทุนนิยมแต่ถ้าไม่มีความพอเพียง อย่างไรก็ไม่มีทางที่จะพอ ก็จะเป็นหนี้เขาตลอด ท่านก็สอนให้ชาวไร่ปลูกอะไรที่ตัวเองจะต้องใช้ก่อน แล้วที่เหลือถึงจะไปปลูกเพื่อขายคนอื่น เพราะฉะนั้นก็สามารถคุ้มครองตัวเองได้ในเรื่งความจำเป็นของชีวิตประจำวันที่ ขายได้ก็เป็นกำไรเพิ่มสิ่งเหล่านี้เป็นความคิดที่ท่านพยายามจะให้คนสามารถยืนอยู่บนขาของตัวเองได้ โดยไม่ต้องไปพึ่งธนาคาร ไม่ต้องไปพึ่งการกู้หนี้ยืมสิน เป็นความคิดที่เป็นหลักสำคัญ 

แล้วผมก็มาคิดดูอีกทีว่าเมื่อเราต่อยอดอันนี้เข้ามาในการทำธุรกิจ มันก็แบบเดียวกัน ธุรกิจต้องมีความพอเพียง การเติบโตต้องให้มีความยั่งยืน ธุรกิจเวลาทำอะไรก็ต้องคิดถึงพนักงานของตัวเองก่อน เวลาจะขยายกิจการ ก็ต้องมีความคิดแล้วว่าจะต้องให้พนักงานของตัวเองสามารถที่อยู่รอดได้จากสิ่งที่เราไปขยาย เราไปจ้างเขามา เราขยายกิจการ วันดีคืนดีเราบอกเขาว่าไม่มีงาน จบ พวกคุณกลับไป แต่คนเหล่านี้เขาหอบผ้าหอบผ่อนมาอยู่กับเรา ผมใช้คำพูดแบบนี้เลย เพราะเวลาเขามาทำงานกับเรา เขาก็พยายามที่จะหาบ้านใกล้ๆ เรา ย้ายลูกให้มาอยู่โรงเรียนใกล้ๆ เราก็โยงมาเรื่องสิทธิมนุษยชนในการที่เขาหอบผ้าหอบผ่อนมาอยู่กับคุณเหล่านี้จะพาตัวเองเข้าไปสู่จุดหนึ่งที่ว่าคุณต้องมีความพอเพียงในการจะทำอะไร เพราะถ้าคุณทำโดยที่ไม่คำนึงถึงคนอื่น คำนึงแต่กำไรอย่างเดียว ในท้ายที่สุดคุณก็พาคนอื่นลงเหวไปด้วย เพราะฉะนั้น พระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงจึงมีความลึกซึ้งอย่างมหาศาล ไม่ใช่เฉพาะชาวไร่ชาวนาเท่านั้น ยังช่วยธุรกิจและช่วยทุกคนให้บริหารชีวิตของตัวเองได้

< กลับหน้าที่แล้ว