
ในยุคที่โลกเผชิญกับความผันผวนทั้งด้านภูมิอากาศและภูมิรัฐศาสตร์ ธุรกิจทั่วโลกต่างพยายามปรับตัวเพื่อให้สามารถยืนหยัดและเติบโตได้ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ในงานประชุมประจำปี NAC2026 (NSTDA Annual Conference) ที่จัดโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อชูแนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Sustainable Economy through Science and Technology)” มุ่งยกระดับนวัตกรรมไทยสู่เวทีโลก ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้จุดประกายวิสัยทัศน์สำคัญผ่านการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Powering Thailand’s Green Economy with Science and Innovation” โดยเน้นย้ำว่าในปัจจุบัน ความยั่งยืนได้กลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ภาคธุรกิจไทยในเวทีโลก
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือ Green Transformation ซึ่งเป็นการพลิกโฉมจากระบบเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่ยุคที่การพัฒนาต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กระบวนการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ประเทศพัฒนาได้อย่างสมดุล ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศเชิงลบ และที่สำคัญที่สุดคือการส่งเสริมสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นในระยะยาว
การจะก้าวไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น นวัตกรรมถือเป็นฟันเฟืองหลักในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีสะอาดและการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม หรือ Ecosystem Builder ยังเป็นตัวกลางสำคัญที่เชื่อมโยงนักวิจัยและผู้ประกอบการเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรและทุนสนับสนุน นำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศได้อย่างแท้จริง
ในมิติของความมั่นคง ภารกิจ Net Zero ถูกยกระดับให้เป็นเรื่องความมั่นคงของชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคม การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และระบบเร่งรัดการขยายผลมาใช้ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและสร้างภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น
สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนของประเทศไทยนั้น มุ่งเน้นการใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่บูรณาการเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวเข้าด้วยกัน โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน เนื่องจากปัญหาสิ่งแวดล้อมมีความซับซ้อนเกินกว่าที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะแก้ไขได้เพียงลำพัง การรวมพลังกันจึงจะช่วยให้เกิดการบูรณาการความรู้และทรัพยากรได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม กระทรวง อว. ได้กำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนภายใต้กรอบ “Measurable Progress, Real Impact” ภายในปี 2030 โดยมุ่งหวังที่จะเพิ่มสัดส่วนจีดีพีจากภาคส่วนที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมขึ้นอีกร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับปี 2023 พร้อมทั้งเร่งสร้างบุคลากรที่มีทักษะแห่งอนาคตและมีโอกาสที่เท่าเทียมมากกว่า 20 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 8.5 ล้านคน
นอกจากนี้ ในด้านสิ่งแวดล้อมได้ตั้งเป้าลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากภาคเศรษฐกิจสำคัญลงร้อยละ 30 ควบคู่ไปกับการยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมด้วยการผลักดันสตาร์ทอัพด้าน Deep Tech และนวัตกรรมให้เข้าสู่ตลาดโลกมากกว่า 5,000 ราย หรือเติบโตขึ้นกว่าร้อยละ 150 เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม มีความยั่งยืน และมีความแข็งแกร่งในเวทีโลกอย่างแท้จริง