
ในงานประชุม “80 Years of Thailand and the UN: Country Level Engagement on Pact for the Future Implementation” โดยความร่วมมือระหว่างองค์การสหประชาชาติในประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักเลขาธิการใหญ่แห่งสหประชาชาติ มีการจัดเวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ Youth Roundtable: Young People as Partners in Decision-Making เพื่อสะท้อนมุมมองของคนรุ่นใหม่สู่ผู้กำหนดนโยบาย โดยตัวแทนเยาวชน
จากประเด็นต่าง ๆ ที่ตัวแทนเยาวชนได้ร่วมหารือบนเวทีเสวนา มีสรุปข้อคิดเห็นเชิงโครงสร้างสำหรับองค์กรรัฐและเอกชน เพื่อยกสถานะเยาวชนสู่ผู้มีส่วนร่วมตัดสินใจในการขับเคลื่อนประเทศอย่างแท้จริง ดังนี้
5 ความท้าทายเชิงโครงสร้างที่องค์กรต้องก้าวข้าม
แม้จะมีการเปิดพื้นที่มากขึ้น แต่กระบวนการมีส่วนร่วมของเยาวชนในปัจจุบันยังเผชิญอุปสรรคสำคัญที่หน่วยงานผู้จัดจำเป็นต้องตระหนักและแก้ไข ได้แก่
- การเข้าร่วมเพียงเพื่อเป็นโควตา (Tokenism): เยาวชนถูกเชิญเพียงเพื่อให้ครบตัวชี้วัดด้านความหลากหลาย แต่ไม่ได้เปิดใจรับฟังอย่างแท้จริง เช่น เยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับเชิญในฐานะกลุ่มเปราะบาง แต่บทบาทจริงกลับถูกจำกัดอยู่เพียงการดูแลผู้เข้าร่วมประชุม
- ขาดอำนาจตัดสินใจและข้อมูลย้อนกลับ (Lack of Decision-making Power & Feedback): เยาวชนมักถูกจำกัดให้เป็นเพียง “ผู้นำเสนอไอเดีย” แต่ถูกกีดกันออกจากโต๊ะเจรจาต่อรองจริง อีกทั้งการขาดกระบวนการส่งข้อมูลย้อนกลับ (Feedback Loop) ยิ่งสร้างความรู้สึกสูญเปล่าแก่คนรุ่นใหม่
- อุปสรรคเชิงโครงสร้างและอคติ (Structural and Social Barriers): เยาวชนกลุ่มเปราะบางต้องฝ่าฟันอคติทางชาติพันธุ์และระบบปิตาธิปไตย (Patriarchy) ทำให้ต้องทำงานหนักกว่าปกติเพื่อพิสูจน์ตนเองในฐานะผู้ที่ประสบปัญหา ไม่ใช่ผู้รอรับความเมตตา
- ข้อจำกัดด้านงบประมาณและแนวคิดแบบบนลงล่าง (Funding Constraints & Top-Down): ทุนส่วนใหญ่มักคาดหวังผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว โครงการระดับรากหญ้าของเยาวชนที่ต้องใช้เวลาสร้างความไว้วางใจจึงมักขาดงบประมาณต่อเนื่อง
- ความกดดันทางจิตใจ (Mental Health Barriers): ความคาดหวังว่าเยาวชนเชิงนโยบายต้องเป็นแกนนำที่สมบูรณ์แบบและพูดจาฉะฉาน ได้สร้างความวิตกกังวลและสงสัยในศักยภาพตนเอง (Self-doubt) จนทำให้เยาวชนบางส่วนปฏิเสธการเข้าร่วม
โมเดล 4+1 ประการ และแนวคิด ‘Inclusive by Design’
จากการหารือ ตัวแทนเยาวชนเสนอความคิดเห็นว่าการออกแบบกระบวนการมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยกรอบแนวคิด Meaningful Youth Participation ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบพื้นฐาน ได้แก่ พื้นที่ (Space) ที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้, เสียง (Voice) ที่ได้รับการเสริมศักยภาพ, ผู้รับฟัง (Audience) ที่พร้อมเปิดบทสนทนาอย่างเท่าเทียม และ อิทธิพล (Influence) ที่นำความคิดเห็นไปปรับใช้จริงเชิงนโยบายพร้อมให้ข้อมูลย้อนกลับ
โดยมีองค์ประกอบที่ 5 คือ ความไว้วางใจระหว่างวัย (Intergenerational Trust) เป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งองค์กรต้องเปลี่ยนวิธีทำงานจากการสร้างนโยบาย “เพื่อเยาวชน” เป็นการสร้าง “ร่วมกับเยาวชน” (Co-design) ตั้งแต่เริ่มต้น ยอมรับว่าเยาวชนทุกคนไม่ใช่กลุ่มเดียวกันแต่มีความหลากหลายสูง
องค์กรจึงควรใช้แนวทางที่ยืดหยุ่นและเข้าใจบาดแผลทางจิตใจ เช่น การนำศิลปะและการเล่าเรื่อง (Art & Storytelling) มาใช้ลดความกดดัน ตัวอย่างเช่น การวาดแผนที่ชุมชน (Community Mapping) ที่ช่วยให้สตรีชาติพันธุ์ที่ไม่เคยเข้าระบบการศึกษาก้าวข้ามความกลัว จนสามารถสื่อสารปัญหาและกลายเป็นแกนนำขับเคลื่อนศูนย์การเรียนรู้ประจำหมู่บ้านได้สำเร็จ
มุ่งสู่เวทีระดับโลก
องค์กรสามารถสนับสนุนเยาวชนผ่านกลไกพหุภาคีสากล เช่น เวทีสากลต่าง ๆ การส่งตัวแทนเยาวชนร่วมเจรจาด้านสิ่งแวดล้อมและในประเด็นอื่น ๆ การเปิดโอกาสให้เข้าร่วมคณะทำงาน UN Youth Office รวมถึงเวที SDG Youth Forum โดยกระทรวงการต่างประเทศ
ทั้งนี้ การเติบโตของเยาวชนสู่เวทีโลกต้องเริ่มต้นจากการริเริ่มแก้ปัญหาจริงในระดับพื้นที่ ตลอดทั้งการตั้งเป้าหมายและการลงมือทำจริง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อองค์กรรัฐและเอกชนพร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรที่แท้จริงของคนรุ่นใหม่