
CPCRT (Charoen Pokphand Crops, Rice, Transport & Services) ซึ่งเป็นธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่งและบริการในเครือเจริญโภคภัณฑ์ เดินหน้าปรับกิจกรรมทางการเกษตรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ได้แก่ การทำนาข้าวที่ทำให้เกิดก๊าซมีเทน สู่โครงการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ด้วยการผสมผสานเทคนิคการทำนาเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) เข้ากับแนวปฏิบัติเกษตรกรรมฟื้นฟูและเกษตรกรรมอัจฉริยะภูมิอากาศ (Climate-Smart Farming) พร้อมมอบข้อมูลทางวิชาการและการสนับสนุนเกษตรกรอย่างใกล้ชิด เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกพร้อม ๆ กับรักษาผลผลิตเอาไว้
กรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการประสานความมุ่งมั่นด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับการดำเนินธุรกิจจริงของห่วงโซ่อุปทาน สามารถช่วยให้บริษัทตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้ซื้อ เสริมสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูล และสร้างโมเดลที่ขยายผลได้เพื่อการเกษตรที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น
ความท้าทาย: การจัดการกับก๊าซมีเทนที่เกิดจากการเพาะปลูกข้าว
การทำนาข้าวเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางการเกษตรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีปริมาณเข้มข้นที่สุด โดยมีสาเหตุหลักมาจากก๊าซมีเทนที่ปล่อยออกมาจากนาข้าวที่มีน้ำท่วมขังตลอดเวลา สำหรับ CPCRT สิ่งนี้ถือเป็นทั้งความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์และโอกาสที่ชัดเจนในสร้างความเปลี่ยนแปลง
- ในด้านความเสี่ยง: บริษัทเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากผู้ซื้อในต่างประเทศที่ต้องการความโปร่งใสมากขึ้นเกี่ยวกับข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกันเป้าหมาย Net Zero ของบริษัทเองก็ทำให้การปลูกข้าวในขั้นต้นน้ำ (Upstream) กลายเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญอย่างยิ่ง
- ผลกระทบต่อเกษตรกร: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวนมากขึ้นและความท้าทายเรื่องน้ำ ทำให้จำเป็นต้องหาแนวทางการทำนาที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตหรือวิถีชีวิตของเกษตรกร
ความท้าทายนี้มีความซับซ้อนยิ่งขึ้นเนื่องจากโมเดลการจัดหาวัตถุดิบของ CPCRT เป็นแบบสมาชิกร่วมโครงการ เพราะบริษัททำงานร่วมกับเกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมเป็นคู่ค้าโดยสมัครใจ ไม่ใช่ผ่านระบบพันธสัญญา (Contract Farming) ซึ่งหมายความว่า CPCRT จำเป็นต้องขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงผ่านการให้แนวทาง การสนับสนุนทางเทคนิค สิ่งจูงใจ และข้อกำหนดด้านความยั่งยืน โดยยังต้องเคารพความเป็นอิสระในการดำเนินงานของเกษตรกรด้วย
อย่างไรก็ตาม CPCRT เล็งเห็นโอกาสในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ด้วยการสร้างห่วงโซ่อุปทานข้าวที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศและขับเคลื่อนด้วยข้อมูล การเติบโตของตลาดคาร์บอนและการรับรองผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยิ่งเป็นตัวตอกย้ำถึงคุณค่าของการลงมือทำตั้งแต่เนิ่น ๆ
จากการหารือด้านสภาพภูมิอากาศและการเกษตรในระดับสากล รวมถึงงานวิจัยจากพันธมิตรทางวิชาการและด้านเทคนิค แสดงให้เห็นว่าแนวทางที่นำไปปฏิบัติได้จริง เช่น การทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD) การจัดการธาตุอาหารที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และแนวปฏิบัติเกษตรกรรมฟื้นฟู สามารถช่วยตอบโจทย์ความท้าทายนี้ได้ แทนที่จะมองว่าการลดก๊าซมีเทนเป็นเพียงเรื่องของการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ CPCRT กลับมองเห็นโอกาสในการเปลี่ยนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศให้เป็นปัจจัยขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อตอบสนองความคาดหวังของลูกค้า สนับสนุนเกษตรกร และสร้างโมเดลที่ขยายผลได้สำหรับการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ
การดำเนินงาน: การสร้างโครงการข้าวคาร์บอนต่ำผ่านวิทยาศาสตร์ การมีส่วนร่วมของเกษตรกร และการดำเนินงานในขั้นตอนต่าง ๆ
1. พัฒนาแนวทางตามหลักวิทยาศาสตร์สำหรับการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ
การดำเนินงานของ CPCRT ยึดโยงกับเป้าหมาย Net Zero ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ รวมไปถึงการติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 (Scope 1), ขอบเขตที่ 2 (Scope 2) และหมวดหมู่ขอบเขตที่ 3 (Scope 3) ที่เกี่ยวข้อง ความคิดริเริ่มนี้ช่วยแปลงเป้าหมายสภาพภูมิอากาศขององค์กรให้กลายเป็นการปฏิบัติจริงในระดับห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในกิจกรรมต้นน้ำทางการเกษตร
ในปี 2568 CPCRT ได้พัฒนาแนวปฏิบัติเกษตรกรรมยั่งยืนที่สอดคล้องกับกลยุทธ์และนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของเครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อให้มั่นใจว่าแนวปฏิบัติมีความถูกต้องตามหลักวิชาการและนำไปใช้ได้จริงในสภาพการทำนาจริง บริษัทจึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางวิชาการในด้านต่าง ๆ ดังนี้:
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี: สนับสนุนการเก็บข้อมูลและระเบียบวิธีวิจัยด้านก๊าซเรือนกระจก
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา: ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสายพันธุ์ข้าวและแนวทางการเพาะปลูก
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์: สนับสนุนความเชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรมฟื้นฟูและการปรับปรุงอินทรียวัตถุในดิน
ความร่วมมือเหล่านี้ช่วยให้ CPCRT สามารถระบุแนวปฏิบัติที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างน่าเชื่อถือ เสริมสร้างระบบการติดตามและรายงานผล และสนับสนุนมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่นำไปใช้ได้จริงตลอดห่วงโซ่อุปทานข้าว
2. ประเมินสภาพท้องถิ่นก่อนเลือกแนวปฏิบัติที่เหมาะสม
ก่อนจะนำแนวปฏิบัติใหม่ๆ เข้าไปใช้ CPCRT ได้ทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนในการจัดประชุมกลุ่มเกษตรกร และทำการประเมินเฉพาะพื้นที่เพื่อดูว่ามาตรการใดที่สามารถทำได้จริงในแต่ละพื้นที่ การประเมินเหล่านี้พิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น เงื่อนไขระบบชลประทาน ลักษณะของดิน และการทำนาของท้องถิ่น ซึ่งช่วยให้บริษัทตัดสินใจได้ว่าพื้นที่ใดสามารถใช้เทคนิค AWD ได้ และพื้นที่ใดที่ควรใช้แนวปฏิบัติคาร์บอนต่ำอื่นๆ ที่เหมาะสมกว่า
3. นำร่องการทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD) ในพื้นที่ที่มีเงื่อนไขพร้อม
โครงการนี้ได้รับการทดสอบก่อนเพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการปฏิบัติและการยอมรับของเกษตรกร ในพื้นที่ที่มีการควบคุมน้ำที่เหมาะสม CPCRT ได้แนะนำเทคนิค การทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD) ซึ่งเปลี่ยนจากการปล่อยน้ำท่วมขังตลอดเวลา มาเป็นการควบคุมช่วงเวลาแห้งสลับเปียก โดยยังคงรักษาระดับน้ำที่จำเป็นไว้ในระยะสำคัญของรอบการเจริญเติบโตของพืช วิธีนี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนในขณะที่ยังคงรักษาผลผลิตและคุณภาพของข้าวไว้ได้ การทำโครงการนำร่องช่วยให้บริษัทสามารถทดสอบการดำเนินงานในพื้นที่จริงก่อนจะขยายผลโครงการต่อไป
4. ใช้แนวปฏิบัติคาร์บอนต่ำทางเลือกในพื้นที่ที่ไม่สามารถทำ AWD ได้
ในพื้นที่ที่เงื่อนไขระบบชลประทานทำให้การทำ AWD เป็นไปได้ยาก CPCRT ได้ส่งเสริมแนวปฏิบัติอื่นๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับตัว ซึ่งรวมถึงการจัดการปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การวิเคราะห์ดิน การเพิ่มคาร์บอนอินทรีย์ในดิน และเทคนิคเกษตรกรรมฟื้นฟูอื่นๆ แนวทางที่ยืดหยุ่นนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าเกษตรกรในภูมิภาคต่างๆ ยังคงสามารถมีส่วนร่วมในโครงการได้โดยใช้วิธีการที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง
5. ให้การฝึกอบรมแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่องและสนับสนุนด้านเทคนิคในพื้นที่
การสนับสนุนเกษตรกรถูกสร้างขึ้นตั้งแต่เริ่มต้น โดย CPCRT ได้จัดการฝึกอบรมในพื้นที่อย่างต่อเนื่องในเรื่องการวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตร การจัดการน้ำ และการเก็บตัวอย่างดิน ทีมสนามของ CPCRT ได้ลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยให้เกษตรกรนำแนวปฏิบัติไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ช่วยแก้ปัญหาตั้งแต่เนิ่น ๆ และสร้างความมั่นใจในแนวทางใหม่นี้ การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในระดับแปลงนานี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญในการเปลี่ยนคำแนะนำทางเทคนิคให้กลายเป็นวิถีการทำนาในชีวิตประจำวัน
6. ติดตามผลการดำเนินงานและสร้างสิ่งจูงใจในการนำไปใช้
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน CPCRT ได้จัดตั้งกลไกการติดตามเพื่อตรวจดูการปฏิบัติตามแนวทาง สภาพดิน ผลผลิต และผลการดำเนินงานโดยรวมของโครงการ ด้วยการผสานข้อมูลจากระบบที่มีอยู่เดิม และเพิ่มกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องและการทวนสอบโดยหน่วยงานภายนอก (Third-party verification) ทำให้บริษัทมีความเป็นเลิศในการมองเห็นข้อมูลในระดับคู่ค้า และสร้างลูปสะท้อนกลับ (Feedback loop) เพื่อปรับปรุงแนวทางให้ดียิ่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปฏิบัติตาม เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินส่วนต่างราคารับซื้อเพิ่ม (Price Premium) อีก 250 บาทต่อตัน สำหรับข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อเชื่อมโยงการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับแรงจูงใจทางธุรกิจที่จับต้องได้ และช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรอย่างยั่งยืน
7. ปรับปรุงการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เพื่อเสริมสร้างโมเดลคาร์บอนต่ำตลอดห่วงโซ่คุณค่า CPCRT ยังได้ปรับปรุงมาใช้ในขั้นตอนการแปรรูป ซึ่งรวมถึงการใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล 100% ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าบรรจุภัณฑ์ PET และไนลอนแบบเดิม สิ่งนี้ช่วยขยายผลความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ไกลกว่าแค่ขั้นตอนการเพาะปลูก
มองไปสู่อนาคต
ในระยะต่อไปของ CPCRT จะมุ่งเน้นไปที่การขยายผลและการเสริมสร้างระบบให้แข็งแกร่ง ภายในปี 2573 บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะขยายโครงการจากราว 400,000 ไร่ เป็นราว 800,000 ไร่ เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและการยอมรับแนวปฏิบัติตามโมเดลปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ
นอกจากนี้ CPCRT ยังวางแผนที่จะเปลี่ยนผ่านจากการประเมินความยั่งยืนของฟาร์มในภาพรวม (Farm Sustainability Assessment: FSA) ไปสู่มาตรฐานที่เฉพาะเจาะจงสำหรับข้าวมากขึ้นอย่าง Sustainable Rice Platform (SRP) พร้อมทั้งพัฒนาเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับระบบข้อมูลและระบบติดตาม ขยายโครงการให้ครอบคลุมถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และเตรียมความพร้อมสำหรับการสร้างรายได้ในอนาคตจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรองผ่านคาร์บอนเครดิต
การก้าวข้ามอุปสรรค
- อุปสรรค: เกษตรกรต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ด้วยสังคมเกษตรกรที่สูงวัยและความกังวลเกี่ยวกับเงินทุนในการเริ่มลงมือทำช่วงแรก
- แนวทางแก้ไข: CPCRT ตอบสนองด้วยการสร้างความไว้วางใจ การมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง การฝึกอบรม การสนับสนุนในพื้นที่ และการสาธิตให้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
- อุปสรรค: การเก็บข้อมูลระดับฟาร์มที่ไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะในส่วนของบันทึกข้อมูลอุปกรณ์และบริการต่างๆ
- แนวทางแก้ไข: CPCRT ได้ลดความซับซ้อนของเครื่องมือเก็บข้อมูล และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนการรวบรวมข้อมูลผ่านนักวิจัยและนักศึกษา
- อุปสรรค: ข้อจำกัดด้านระบบชลประทานและสภาพดินเฉพาะพื้นที่ ซึ่งหมายความว่าไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกันตอบโจทย์ได้ในทุกๆ แห่ง
- แนวทางแก้ไข: CPCRT แก้ปัญหานี้โดยการปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติให้เข้ากับแต่ละพื้นที่ แทนที่จะบังคับใช้โมเดลเดียวกันทั้งหมด
ผลกระทบและผลลัพธ์
- ปริมาณผลผลิต: แนวปฏิบัติคาร์บอนต่ำได้รับการนำไปใช้แล้วในปริมาณประมาณ 10% ของยอดขายข้าวทั้งหมด คิดเป็นประมาณ 20,000 ตันต่อปี
- การลดการปล่อยก๊าซฯ: CPCRT รายงานว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 11.35% ซึ่งสะท้อนถึงผลลัพธ์ร่วมกันของการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ มาตรการการตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำลง
- พื้นที่ดำเนินการ: ปัจจุบันมีการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่ประมาณ 400,000 ไร่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่แข็งแกร่งสำหรับ CPCRT ในการขยายผลต่อไปในอนาคต
- การรับรอง: โครงการริเริ่มนี้ได้รับการรับรองเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) และฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (CFP Gold Label / ฉลากลดโลกร้อน) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO)
- รายได้เกษตรกร: เกษตรกรได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น 250 บาทต่อตัน สำหรับข้าวที่ผลิตภายใต้โมเดลคาร์บอนต่ำ
- การลดต้นทุน: การจัดการปุ๋ยที่ดีขึ้น การติดตามคุณภาพดิน และการปรับปรุงแนวปฏิบัติทางการเกษตรอื่นๆ ได้ช่วยลดต้นทุนการผลิต พร้อมทั้งสนับสนุนการบรรเทาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปด้วยในตัว
- การเติบโตทางธุรกิจ: โครงการนี้ช่วยให้ CPCRT ตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้ซื้อสำหรับข้อมูลก๊าซเรือนกระจกในระดับผลิตภัณฑ์ และการจัดหาวัตถุดิบคาร์บอนต่ำที่น่าเชื่อถือ ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 30%
- ความเชื่อมั่นทางธุรกิจ: ลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในกระบวนการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบของ CPCRT และปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่สอดคล้องกับเป้าหมายสภาพภูมิอากาศ
- รางวัลระดับสากล: โครงการนี้ได้รับการยอมรับผ่านรางวัล Climate Resilience Awards for Business ที่มอบโดย World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) และ Global Resilience Partnership โดยได้รับการยกย่องในหมวด “Trialling Innovative Methodologies or Approaches” (การทดลองใช้ระเบียบวิธีหรือแนวทางที่เป็นนวัตกรรม)
บทเรียนสำคัญที่ได้รับ
- สร้างความไว้วางใจก่อนจะคาดหวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลง CPCRT พบว่าการยอมรับและการนำแนวปฏิบัติไปใช้ขึ้นอยู่กับความไว้วางใจ การมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง และการสนับสนุนที่จับต้องได้ เกษตรกรจะพร้อมเปลี่ยนก็ต่อเมื่อเข้าใจถึงประโยชน์และได้รับการสนับสนุนอย่างใกล้ชิด
- นำร่องก่อน แล้วจึงขยายผล การทดสอบแนวปฏิบัติต่างๆ ในสภาพการทำนาจริงช่วยให้ CPCRT ระบุได้ว่าวิธีใดที่ได้ผลจริง สามารถปรับเปลี่ยนโมเดลให้เข้ากับท้องถิ่น และขยายผลต่อได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น
- พัฒนาระบบข้อมูลให้แข็งแกร่งตั้งแต่เนิ่น ๆ CPCRT เรียนรู้ว่าการลงทุนในระบบการเก็บข้อมูลดิจิทัลและการติดตามผลตั้งแต่ระยะแรกๆ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความพร้อมสำหรับการทวนสอบความถูกต้อง (Verification) ได้ดียิ่งขึ้น
ดร.สดุดี สุพรรณไพ รองกรรมการผู้จัดการ สำนักบริหารความยั่งยืน ธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่งและบริการ (CPCRT) เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การลดการปล่อยก๊าซมีเทนในการทำนาข้าวไม่ได้เพียงแค่มีความสำคัญด้านสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นหนทางในการสร้างห่วงโซ่อุปทานทางการเกษตรที่มีความยืดหยุ่น น่าเชื่อถือ และพร้อมสำหรับอนาคต โดยประสบการณ์ของบริษัทแสดงให้เห็นว่าความคืบหน้าที่แท้จริงสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยปัจจัยต่าง ๆ รวมถึงแนวทางวิทยาศาสตร์ พันธมิตรเกษตรกร และการสนับสนุนที่นำไปปฏิบัติได้จริงในภาคสนาม
อ่านบทความต้นฉบับได้ที่ https://unglobalcompact.org/academy/case-library/turning-methane-intensive-rice-farming-climate-action-model