สรุปเสวนา Business Association Perspective on CSDDD โดย GIZ Thailand

เมื่อกฎระเบียบ CSDDD (Corporate Sustainability Due Diligence Directive) ของสหภาพยุโรป (EU) เริ่มมีผลบังคับใช้ ประกอบกับประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่กระบวนการเป็นสมาชิก OECD ทำให้การตรวจสอบการกำกับดูแลจัดซื้อจัดจ้างและสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD) ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นเพียงโจทย์ขององค์กรข้ามชาติขนาดใหญ่อีกต่อไป

ในงานเสวนา “Business Association Perspective on CSDDD” ภายใต้กิจกรรม CSDDD Awareness Session for the Private Sector and Public Institutions จัดโดยโครงการ FIT for FAIR (GIZ Thailand) เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ผู้แทนจาก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย ดร.ขวัญฤทัย ศิริพัฒนโกศล รองเลขาธิการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ได้ร่วมสะท้อนมุมมอง ช่องว่างและแนวทางรับมือที่ภาคธุรกิจไทยควรตระหนักรู้

จุดเปลี่ยนสำคัญ: Due Diligence วันนี้ไม่ใช่ตรวจแค่หน้าประตู แต่ตรวจทั้งสายพาน

ภาพจำเดิมของภาคธุรกิจมักมองว่า ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นเรื่องของ บริษัทผู้ส่งออกหลัก หรือ ผู้ผลิตรายแรก (Tier 1) ที่มีสัญญาจ้างงานและมาตรฐานการทำงานที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริง “ความเสี่ยงสูงสุดกลับซ่อนอยู่ในกลุ่มผู้ผลิตรายย่อย ผู้รับเหมาช่วง และเกษตรกรต้นน้ำ” (Tier 2–3)

ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของห่วงโซ่อุปทานไทยที่มีลักษณะเป็นแรงงานนอกระบบสูง หากพิจารณาเพียงเครือข่ายของ ส.อ.ท. ที่มีสมาชิกกว่า 16,000 ราย และแรงงานกว่า 10 ล้านคน ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” เท่านั้น เพราะยังมีแรงงานรับเหมาช่วงอีกมหาศาลที่ไม่ถูกนับรวม เมื่อ CSDDD กำหนดให้ผู้ซื้อต่างประเทศต้องตรวจสอบ “ตลอดห่วงโซ่อุปทาน” ความเสี่ยงและผลกระทบจึงถูกส่งผ่านตรงมายัง SMEs และผู้ผลิตรายย่อยของไทยทันที

4 ช่องว่างและความท้าทายหลักของภาคธุรกิจไทย

การเปลี่ยนผ่านไปสู่มาตรฐานสากลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับ 4 ข้อจำกัดเชิงระบบ ได้แก่:

1.ความซับซ้อนในระดับปฏิบัติและบริบทพื้นที่

  • การตรวจสอบย้อนกลับทำได้ยาก: แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติที่ขาดเอกสาร และผู้รับเหมาช่วงหลายทอด ทำให้การเก็บข้อมูลเพื่อผ่านการตรวจประเมินเป็นไปได้ยาก
  • บริบทภาคเกษตรกรรม: วิถีชีวิตในไร่/ฟาร์มมักเป็นธุรกิจครอบครัว เด็กมักติดตามพ่อแม่มาทำงานเนื่องจากไม่มีสถานที่ฝากเลี้ยงที่ปลอดภัย ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกประเมินว่าเป็น “แรงงานเด็ก” โดยไม่เจตนา
  • ชั่วโมงทำงานที่ไม่สอดคล้องกัน: ช่วง Peak Season ของไทยลากยาว และกฎหมายไทยเปิดให้ทำ OT รวมได้ถึง ~84 ชั่วโมง/สัปดาห์ ขณะที่มาตรฐานผู้ซื้อต่างประเทศยอมรับได้เพียง 60–72 ชั่วโมง/สัปดาห์

    2.ขาดเกณฑ์ประเมินที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน & วัฒนธรรมองค์กร

    • ปัจจุบันต่างคนต่างประเมิน ขาด “เกณฑ์กลาง” ในการวัดระดับความรุนแรงของปัญหา
    • กรอบความคิดขัดกัน: การบริหารความเสี่ยงองค์กรแบบเดิมมุ่งมองความเสี่ยงต่อ ‘ตัวธุรกิจ’ แต่ HRDD มุ่งมองความเสี่ยงต่อ ‘ตัวคน’ ทำให้การตัดสินใจในองค์กรเกิดความสับสน
    • วัฒนธรรมองค์กรส่วนใหญ่ยัง “ไม่กล้ายอมรับความเสี่ยง” จึงมักเน้นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเมื่อเกิดเรื่อง มากกว่าการทำแผนป้องกันล่วงหน้า

      3.ภาระต้นทุนตกอยู่ที่ “ผู้ผลิต” เพียงฝ่ายเดียว

      • ผู้ซื้อต่างประเทศเรียกร้องมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างอย่างรับผิดชอบแต่กลับ ไม่เพิ่มราคาสินค้า และ ไม่ขยายระยะเวลาชำระเงิน
      • เมื่อบริษัทใหญ่ถูกกดราคา ต้นทุนและความเสี่ยงจึงถูกผลักลงมาเป็นทอดๆ สู่ผู้ผลิตรายย่อย หากไม่มีการร่วมรับภาระ การปฏิบัติตามมาตรฐานจะเกิดขึ้นเพียงแค่ช่วงที่มีการตรวจเท่านั้น

        4.โครงสร้างภาครัฐและการทำงานยังกระจัดกระจาย

        • หน่วยงานภาครัฐ สมาคม และแพลตฟอร์มต่างคนต่างทำ ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน กฎหมายไทยปรับตัวช้ากว่ามาตรฐานสากล ส่งผลให้การลงทุนด้านความยั่งยืนที่ผ่านมาเสี่ยงกลายเป็นเพียงเรื่องการทำ PR
        10 ข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับภาคธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน

        เพื่อไม่ให้ CSDDD กลายเป็นอุปสรรคทางการค้า แต่เป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย วงเสวนาได้เสนอ 10 แนวทางขับเคลื่อนร่วมกัน ดังนี้:

        ด้านมาตรฐานและเครื่องมือ:

        1. วางกรอบประเมินกลางร่วมกัน: พัฒนาเกณฑ์วัดความรุนแรงชุดเดียวที่ผู้ซื้อต่างประเทศยอมรับ โดยดึงความเชี่ยวชาญจาก GIZ และ ILO
        2. จัดทำ Risk Register: กำหนดระดับความเสี่ยงที่รับได้โดยอิงตามหลักปฏิญญาสากล (UDHR/ILO) และต้องมีแผนรองรับทุกจุดความเสี่ยง
        3. ยึดกฎหมายไทยเป็นฐานตั้งต้น: ใช้กฎหมายไทยเป็นขั้นต่ำ แล้วค่อยๆ ยกระดับสู่มาตรฐานสากล
        4. ทดลองใช้ Sandbox: นำแบบฟอร์มและเครื่องมือประเมินที่เข้าใจง่ายมาทดลองปฏิบัติจริงกับภาคเอกชน
        5. ต่อยอดจากกรอบที่คุ้นเคย: ประยุกต์ใช้มาตรฐานเดิมที่ผู้ประกอบการรู้จักดี เช่น มอก. 9999 (การใช้นโยบายเศรษฐกิจพอเพียงในธุรกิจ) ของ ส.อ.ท.

        • ด้านนโยบายและความร่วมมือ:

        6. สร้างความร่วมมือแบบบูรณาการ (Collaborative Capacity Building): ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจกรอบเดียวกัน เพื่อบังคับใช้และแก้ปัญหาได้อย่างจริงจัง

        7. แบ่งปันภาระอย่างเป็นธรรม (Shared Responsibility): ผลักดันให้ผู้ซื้อและภาครัฐช่วยสนับสนุนด้านมาตรการภาษี แหล่งทุน และราคาที่เป็นธรรม

        8. เน้นการมีส่วนร่วมและช่องทางร้องเรียน (Stakeholder Engagement): เปิดพื้นที่ทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม และมีช่องทางร้องทุกข์ที่เข้าถึงง่ายเพื่อการเยียวยาที่รวดเร็ว

        9. เชื่อมโยงกับธรรมาภิบาล: ดำเนินการเรื่องสิทธิมนุษยชนควบคู่ไปกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน

        10. สื่อสารเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง: ขับเคลื่อนความตระหนักรู้อย่างเป็นระบบผ่านเวิร์กช็อปและกิจกรรมภายใต้โครงการ FIT for FAIR

          การรับมือกับ CSDDD ไม่ใช่การสร้างภาระใหม่ แต่คือการ “ปรับตัวเพื่อความอยู่รอด” ของห่วงโซ่อุปทานไทย หัวใจสำคัญคือต้องเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ด้วยกรอบการทำงานกลางที่ชัดเจน และการแบ่งปันความรับผิดชอบอย่างเป็นธรรมจากทุกฝ่าย เพื่อให้ธุรกิจไทยทุกระดับเติบโตได้อย่างยั่งยืนในเวทีโลก

          Share the Post:

          เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง