CONTACT US f x l i i
Uniting Business Fighting COVID-19

Inclusive collaboration necessary to achieve UN SDGs by 2030, CP’s sustainability officer tells WEF forum


At the online discussion on “New Development Agenda: Leapfrogging Out of the Pandemic Economy”, Noppadol Dej-Udom, Charoen Pokphand Group’s chief sustainability officer, presented CP’s measures to tackle the pandemic and insights into its post-crisis development strategy.

The panel was organised by the World Economic Forum as part of Jobs Reset Summit 2020. 

The panellists discussed the challenges countries ahead in achieving sustainable development goals (SDGs) by 2030 and the need to “leapfrog” out of the present economic crisis caused by the Covid-19 pandemic. 

Noppadol shared CP Group’s strategy of working closely with the government and civil society sectors to mitigate the impact of the crisis in line with its “3-benefit principle”, which includes consideration of benefits to the nation, communities and finally business returns. 

For instance, he said, CP decided not to lay off any employees during the Covid-19 crisis and instead created an additional 28,000 positions in various subsidiaries in Thailand. 

CP supplied food to people under quarantine and medical staff, and also built a factory to supply surgical masks to healthcare workers. 

“The United Nations estimates that we need to invest about US$3.3 trillion to $4.5 trillion per year to achieve the SDGs by 2030. To handle such a large investment, I think it is vital for all sectors to come together to share resources as well as share the risks,” Noppadol said. 

“Businesses need to evolve with the growing complexity of development challenges. In the past, development work implemented by the private sector alone, or in public-private partnership arrangement, often looked at individual projects and initiatives to address particular needs. These focused projects will still be needed, but the new realities also require a more comprehensive approach, such as development of an ecosystem or enabling mechanisms.”

source: https://www.nationthailand.com/biz-moves/30396877

ผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมเวทีเสวนาระดับโลก World Economic Forum แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์การพัฒนาเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 ในงานประชุมสุดยอด The Jobs Reset Summit 2020 “ความท้าทายของโลกกับงานในอนาคต” เน้นย้ำความสำคัญของการร่วมมือของทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน SDGs

เมื่อเร็วๆ นี้ นายนพปฎล เดชอุดม ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ของเครือฯ ในการรับมือปัญหาโรคระบาดโควิด-19 และวิสัยทัศน์การพัฒนาฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก ในเวทีเสวนาออนไลน์ “A New Development Agenda: Leapfrogging Out of the Pandemic Economy” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมสุดยอด The Jobs Reset Summit 2020 จัดโดย World Economic Forum

นายนพปฎล เดชอุดม เป็นตัวแทนภาคธุรกิจเอกชนในเวทีดังกล่าว ร่วมหารือกับผู้บริหาร นักวิชาการ นักลงทุนจากองค์กรชั้นนำอีก 3 คน ได้แก่ นางสาวฟาตูมาตา บา ผู้ก่อตั้งและประธาน Janngo กองทุนส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพในทวีปแอฟริกา นายอัลเฟรด ฮานนิก ผู้อำนวยการบริหาร Alliance for Financial Inclusion องค์กรพัฒนาภาคเอกชนที่ส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน และนางสาวเดโบรา รีโวเทลญ่า นักเศรษฐศาสตร์ประจำธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งสหภาพยุโรป ดำเนินรายการโดยศาสตราจารย์ เอียน โกลดิน นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และการพัฒนาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด สหราชอาณาจักร

ผู้เข้าร่วมเสวนาได้กล่าวถึงความท้าทายของโลก ที่จำเป็นต้องพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือ SDGs ในปี 2030 ในขณะที่ยังต้องจัดการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตโรคระบาดโควิด 19

นายนพปฎล ได้นำเสนอบทบาทของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการร่วมมือกับภาครัฐและภาคประชาสังคม ช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตโควิด สอดคล้องกับหลักการ 3 ประโยชน์ของเครือฯ ที่มุ่งเน้นการสร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประโยชน์ต่อสังคมและชุมชน และประโยชน์ทางธุรกิจ ทั้งในด้านการรักษาตำแหน่งงานในทุกกลุ่มธุรกิจทั่วโลก การจ้างงานเพิ่ม 28,000 ตำแหน่ง การสนับสนุนอาหารให้แก่ผู้กักตัวและบุคลากรทางการแพทย์ และการสร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยสำหรับผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข และได้ตอบประเด็นคำถามถึงบทบาทของภาคธุรกิจเอกชนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา ตอกย้ำความสำคัญของการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการลงทุนเพื่ออนาคต

“สหประชาชาติประเมินว่าเราต้องลงทุนเพื่อฟื้นฟูรักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างความแข็งแกร่งของสังคมและเศรษฐกิจ ประมาณ 3.3 ถึง 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี 2030 ซึ่งการลงทุนขนาดนี้ต้องอาศัยทรัพยากร ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วนเพื่อช่วยกันแบ่งปันความเสี่ยง โดยในโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น การดำเนินโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในลักษณะเป็นกิจกรรมหรือโครงการเดี่ยว อาจจะไม่เพียงพอ เราจะต้องมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง หรือการพัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เหมาะสมให้มากขึ้น” 

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมเสวนาอื่นๆ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโลกหลังโควิด อาทิ นางสาวเดโบรา รีโวเทลญ่า ผู้แทนจากธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งสหภาพยุโรป ยกตัวอย่างการลงทุนที่เน้นผลลัพธ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (Impact Investment) และการสร้างงานเพื่อรองรับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในยุโรป นางสาวฟาตูมาตา บา ผู้แทนจาก Janngo กองทุนส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพในทวีปแอฟริกา กล่าวถึงศักยภาพของอีคอมเมิร์ซที่จะช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้แก่ประเทศกำลังพัฒนาในแอฟริกา และบทบาทของสตรีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น และนายอัลเฟรด ฮานนิก ผู้แทนจาก Alliance for Financial Inclusion องค์กรพัฒนาภาคเอกชนที่ส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน เน้นย้ำความสำคัญของบทบาทสตรี โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ที่มีทักษะในการทำธุรกิจแต่ยังขาดโอกาสและแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงได้ง่าย และผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ เช่น บัญชีออมทรัพย์และสินเชื่อที่เชื่อมกับบริการโทรศัพท์มือถือ

ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวสรุปโดยยกตัวอย่างสงครามโลก ที่ธุรกิจเอกชนทั้งระบบเศรษฐกิจระดมสรรพกำลังผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อเตรียมพร้อมต่อสู้สงคราม เปรียบเทียบกับวิกฤตโรคระบาดโควิด 19 ในปัจจุบัน ที่ทั้งโลกต้องรวมกำลังกันระดมทรัพยากรและเทคโนโลยี เพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัส รวมถึงร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ปัญหาความขัดแย้งทั้งในระดับสังคมและระหว่างประเทศ ซึ่งนับเป็นภัยคุกคามความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษยชาติไม่ยิ่งหย่อนกว่าภัยสงคราม ซึ่งศาสตราจารย์เอียน โกลดิน ผู้ดำเนินรายการ กล่าวแสดงความเห็นด้วยและตั้งความหวังว่าโลกจะเรียนรู้บทเรียนจากวิกฤตโควิดครั้งนี้ เหมือนกับที่เรียนรู้ผลร้ายของสงครามจากสงครามโลกครั้งที่สอง จนนำไปสู่ความพยายามสร้างกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อลดข้อขัดแย้งและส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาร่วมกัน

ที่มา: https://www.posttoday.com/pr/636607

< กลับหน้าที่แล้ว