
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) ร่วมกับ บริษัท เดอะ ครีเอจี้ จำกัด เปิดเผยผลการศึกษาโครงการการกำหนดราคากลาง การตีมูลค่าคาร์บอนเครดิต และการขยายตลาดคาร์บอนของประเทศไทย ในงาน GCNT EXPO 2026
เพื่อยกระดับคาร์บอนเครดิตจากการเป็นเพียงเครื่องมือชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปสู่ “สินทรัพย์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและการเงิน” ช่วยเพิ่มความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อ-ผู้ขาย และเปิดโอกาสให้นำคาร์บอนเครดิตไปต่อยอดใช้เป็นหลักประกันทางการเงิน สินทรัพย์อ้างอิง หรือรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ในอนาคต
ประเด็นสำคัญจากการศึกษา
-ราคาอ้างอิง ไม่ใช่ราคาบังคับ: เป็นเพียงราคา Benchmark สำหรับใช้ตั้งต้นเจรจาซื้อขาย ช่วยให้ผู้พัฒนาโครงการประเมินรายได้ได้ชัดเจนขึ้น และช่วยให้นักลงทุนประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนได้ดียิ่งขึ้น
-แบ่งประเภทโครงการเป็น 9 กลุ่ม: เพื่อสะท้อนลักษณะและความแตกต่างในการดำเนินโครงการได้อย่างเหมาะสม เช่น พลังงานทดแทน การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การจัดการขยะ ป่าไม้ ภาคเกษตร และเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน

3 แนวทางในการกำหนดราคาอ้างอิง:
-กลุ่มที่มีสภาพคล่องสูง (ซื้อขายมาก): ใช้วิธีทางตลาด โดยคำนวณจากราคาเฉลี่ยการซื้อขายย้อนหลัง 6 เดือน
-กลุ่มที่ตลาดยังบาง (ซื้อขายน้อย): คำนวณจาก ราคาพื้นฐาน + มูลค่าเพิ่มตามเป้าหมายความยั่งยืน (SDGs) เช่น โครงการที่ช่วยลดความยากจนและความหิวโหย (SDGs 1, 2) จะเพิ่มมูลค่าได้สูงถึง 1,000 บาท/ตัน CO2e ด้านระบบนิเวศ (SDGs 14, 15) เพิ่มได้ราว 400 บาท/ตัน CO2e หรือด้านอื่นๆ เช่น พลังงานสะอาด น้ำสะอาด เพิ่มได้ 40 บาท/ตัน CO2e
-กลุ่มที่ข้อมูลยังไม่เพียงพอ: ชะลอการประกาศราคาอ้างอิงไว้ก่อน จนกว่าจะมีข้อมูลการซื้อขายในอนาคตมากพอ

โอกาสการต่อยอดเป็นสินทรัพย์ 2 ทางหลัก:
-การบริจาค: ใช้ราคาตามต้นทุนจริง (กรณีซื้อมา) หรือราคาอ้างอิง ณ วันที่บริจาค (กรณีพัฒนาเอง) เพื่อนำไปใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
-การใช้เป็นหลักประกัน: คำนวณจากราคาอ้างอิงแล้วปรับลดตามความเสี่ยงของสินทรัพย์ เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน
ทั้งนี้ ก้าวต่อไป TGO เตรียมนำแนวทางนี้ไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายภายในปีงบประมาณ 2570 เพื่อยื่นเสนอต่อกรมสรรพากรและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในการผลักดันข้อกฎหมายรองรับ ให้สามารถนำคาร์บอนเครดิตมาใช้ประโยชน์ทางภาษีและเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้จริงในอนาคต
ที่มา: องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และ SD Thailand