
กว่าจะเป็น สวนเบญจกิติ สวนสาธารณะใจกลางเมืองที่ทุกคนชอบมาวิ่งและแวะเวียนชมธรรมชาติในทุกวันนี้ เบื้องหลังต้องผ่านวิธีการคิด วิเคราะห์ข้อมูลและก้าวผ่านความท้าทายมากมาย ในการออกแบบสวนที่ตอบโจทย์ทั้งบริบทพื้นที่กรุงเทพฯ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคมใจกลางเมืองหลวง
การออกแบบสวนที่ใช้ของเดิมให้มากที่สุด
การออกแบบสวนที่สามารถพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด
การออกแบบสวนที่บำบัดน้ำด้วยธรรมชาติ 100%
การออกแบบสวนให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวมากที่สุด
การออกแบบสวนที่คนทุกกลุ่มและสิ่งมีชีวิตสามารถเข้าถึงได้
การออกแบบสวนที่อยากให้เป็นห้องเรียนรู้ที่สอนโดยครูที่ชื่อ ธรรมชาติ

เบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิตินี้เป็นผลงานของบริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ จำกัด ซึ่ง คุณชัชนิล ซัง ผู้อำนวยการสตูดิโอภูมิสถาปัตยกรรมของ บริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ เผยแนวคิดการออกแบบสวนเบญจกิติให้ตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวเริ่มมาจากการสิ่งที่เรามี ภูมิปัญญาและข้อมูลนำมาวิเคราะห์และผสมผสานเข้าด้วยกัน


การออกแบบให้ธรรมชาติทำงานด้วยตนเอง 100% ภูมิปัญญา ‘ร่องสวน’ ระบบปรับอากาศให้ร่มเย็น
แนวคิดในการการออกแบบสวนให้พึ่งพาตนเองมาจากภูมิปัญญาไทย “ร่องสวน“ เนื่องจาก กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ราบลุ่มที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง หรือ น้ำในดินอยู่ใกล้ผิวดินมาก เพียงขุดดินนิดเดียวก็เจอน้ำ โดยปกติระดับน้ำที่ตื้นเกินไปจะทำให้รากต้นไม้แช่น้ำจนเน่าตาย ส่งผลให้รากไม่หยั่งลึก แต่กลับแผ่ออกด้านข้างในระดับผิวดิน เมื่อเกิดพายุต้นไม้จึงโค่นล้มได้ง่าย
การแก้ปัญหาจึงเริ่มจากการ “ยกร่อง“ เพื่อเพิ่มความหนาของชั้นดินเหนือระดับน้ำ ช่วยให้รากมีพื้นที่ยึดเกาะในแนวตั้งจนแข็งแรงขึ้น ขณะเดียวกันร่องน้ำที่ขุดขึ้นจะทำหน้าที่เป็นระบบรดน้ำอัตโนมัติโดยธรรมชาติที่คอยส่งความชื้นเข้าสู่ดินตลอดเวลาโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบสปริงเกอร์
นอกเหนือจากการบริหารจัดการน้ำ ภูมิปัญญาร่องสวนยังทำหน้าที่เป็น “ระบบปรับอากาศธรรมชาติ” ความชื้นที่สะสมอยู่ในร่องน้ำใต้ดินจะระเหยขึ้นมาหล่อเลี้ยงชั้นบรรยากาศรอบๆ ในช่วงหน้าแล้ง ช่วยลดอุณหภูมิในสวนให้เย็นสบาย ขณะเดียวกันกระบวนการขุดยกร่องยังเป็นการพลิกหน้าดินขึ้นมา ทำให้ดินได้รับออกซิเจนและเกิดรูพรุน พร้อมสำหรับการย่อยสลายอินทรียวัตถุจากใบไม้กิ่งไม้ กลายเป็นธาตุอาหารที่ช่วยฟื้นฟูคุณภาพดินให้กลับมาสมบูรณ์ด้วยกลไกธรรมชาติจากตนเอง

ระบบบำบัดน้ำเสียด้วยธรรมชาติ
ระบบบำบัดน้ำของสวนเบญจกิตติขับเคลื่อนด้วยกลไกทางธรรมชาติทั้งหมด โดยอาศัย แรงโน้มถ่วง ลำเลียงน้ำจากคลองไผ่สิงโตผ่านชั้นน้ำตก เพื่อเติมออกซิเจนเข้าสู่โมเลกุลน้ำอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะพักไว้ในบ่อผึ่งแดด เพื่อให้รังสี UV ช่วยฆ่าเชื้อโรคในเบื้องต้น จากนั้นน้ำจะไหลผ่านพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีพืชน้ำคอยดูดซับสารฟอสฟอรัสและไนเตรต จนสามารถลดค่าความสกปรก (BOD) จาก 70 เหลือไม่ถึง 10 เปลี่ยนน้ำเสียให้กลายเป็นน้ำใสได้อย่างยั่งยืน

ห้องเรียนโดยครูสอนชื่อ ‘ธรรมชาติ’
ในด้านการออกแบบพื้นที่กิจกรรมตั้งใจให้เป็น “ห้องเรียนธรรมชาติ” ขนาดใหญ่สำหรับคนเมือง ด้วยทางเดิน สกายวอล์ค ทางเดินยาวที่อยากให้ความรู้สึกเหมือนเดินป่า เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เดินศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพอย่างใกล้ชิด ปลูกฝังความเข้าใจเรื่องสมดุลของระบบนิเวศไปพร้อมกับการพักผ่อนสำหรับคนทุกวัย

พื้นที่สีเขียว การลงทุนที่สร้างกำไรหลากมิติ
คุณชัชนิลเผยถึงผลลัพธ์การออกแบบที่ใช้แนวทางธรรมชาติแก้ปัญหาธรรมชาติ โดยเลือกที่จะไม่ฝืนระบบนิเวศเดิม เริ่มต้นจากการปลูกไม้กล้าขนาดเล็กซึ่งแม้ในช่วง 1-2 ปีแรกอาจต้องดูแลอย่างใกล้ชิด แต่เมื่อผ่านไป 2-4 ปี ต้นไม้เหล่านี้จะเริ่มปรับตัว แข็งแรง และสามารถเติบโตได้เองตามธรรมชาติ
เมื่อระบบนิเวศเริ่มเข้าสู่สภาวะสมบูรณ์ จึงทำให้ค่าดูแลรักษาในระยะยาวลดลงถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกับสวนที่มีขนาดใกล้คียงกัน และช่วยลดอุณหภูมิในพื้นที่ ช่วยดูดซับฝุ่น pm 2.5 รวมถึงยังดึงดูดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตให้กลับมาเพิ่มขึ้นมา โดยเฉพาะ “นก” ที่พบหลากหลายมากกว่า 200 สายพันธุ์ จนล่าสุดในปัจจุบันมี “ทัวร์ดูนก” จากต่างชาติ เช่น ไต้หวัน และนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่เดินทางมาเพื่อส่องนกกลางใจเมืองโดยเฉพาะ รวมถึงเธอยังรู้สึกดีใจที่ได้เห็นคนพิการที่นั่งรถเข็นสามารถเดินทางมาพักผ่อนที่สวนแห่งนี้ได้ด้วยตนเองเช่นเดียวกัน

หากถามว่าการสร้างพื้นที่สีเขียวช่วยในเรื่องเศรษฐกิจอย่างไร เคสตัวอย่างจากประเทศสิงคโปร์ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า การพัฒนาเมืองโดยลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ไม่ว่าจะเป็นการทำสวนแนวตั้ง หรือการเพิ่มร่มเงาไม้ใหญ่บนทางเท้าที่เชื่อมต่อกันเป็นโครงข่าย มีส่วนช่วยลดอุณหภูมิในเมืองให้เบาบางลงและสร้างสภาพแวดล้อมให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้สามารถคำนวณกลับมาเป็นมูลค่ามหาศาลจากการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของรัฐ อีกทั้งยังส่งผลเชิงบวกต่อสภาวะจิตใจ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชน และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับอสังหาริมทรัพย์โดยรอบได้อย่างยั่งยืน
เช่นเดียวกับกรณีของ Central Park ในนิวยอร์ก แม้พื้นที่กว่า 2,000 ไร่จะไม่ได้ถูกนำไปสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อเก็บค่าเช่า แต่ผลตอบแทนที่ได้รับกลับคืนมานั้นมหาศาลกว่าสิ่งก่อสร้างใดๆ โดยเฉพาะการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอสังหาริมทรัพย์โดยรอบมีราคาสูงกว่าพื้นที่อื่นหลายเท่าตัว จนกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ธุรกิจระดับโลกและโครงการระดับ Ultra-luxury ต้องการจับจอง ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ภาษีอสังหาริมทรัพย์ที่รัฐได้รับมหาศาลในแต่ละปี
มากไปกว่านั้น Central Park ยังทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ ช่วยสร้างงานและรายได้หมุนเวียนจำนวนมาก การสละพื้นที่ใจกลางเมืองเพื่อสร้างสวนจึงไม่ใช่การเสียโอกาสทางรายได้ แต่เป็นการสร้างกำไร Capital Gain และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนที่สุดให้กับเมืองในระยะยาว

สุดท้ายนี้ คุณชัชนิลยังทิ้งท้ายว่า หากจะนำโมเดลสวนป่านี้ไปปรับใช้ในพื้นที่อื่น หัวใจสำคัญที่สุดคือ “ทุกคนมองเห็นภาพร่วมกัน” ตั้งแต่ระดับนโยบายลงมาจนถึงผู้ใช้งาน เพื่อผลักดันให้พื้นที่สีเขียวกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นของเมือง เช่นเดียวกับความสำเร็จของสิงคโปร์ โดยการออกแบบนั้นต้องตั้งอยู่บนหลักการของ ความยืดหยุ่นที่เคารพในธรรมชาติและเข้าใจบริบทของพื้นที่อย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เราสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเกื้อกูล เพราะในความเป็นจริง มนุษย์ไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ แต่เราสามารถเติบโตไปพร้อมกับธรรมชาติได้
3 เบื้องหลังกว่าจะเป็นสวนเบญจกิติ ที่คุณชัชนิล เผยที่มาและการออกแบบสวนเบญจกิติให้ตอบโจทย์บริบทพื้นที่กรุงเทพฯ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคมใจกลางเมืองหลวง
1.ในช่วงแรกของการก่อสร้าง ผู้ก่อสร้างไม่แน่ใจว่า ระบบธรรมชาติจะบำบัดน้ำด้วยตัวเองได้จริงไหม จึงสร้างแปลงทดลองขึ้นมาปลูกพืชน้ำด้วยตัวเองก่อนจะสร้างจริง และคุณชัชนิลเคยเก็บน้ำใส่ขวดกลับมาวางดูที่ออฟฟิศว่า น้ำจะขุ่นกลับมาไหม ผลปรากฏว่า น้ำยังใสอยู่
2.ความท้าทายในช่วงเปิดสวนปีแรกๆ คนอาจกังวลเรื่องการออกแบบสวนจะตอบโจทย์จริงหรือไม่ ปัจจุบันนี้ค่าดูแลรักษาในระยะยาวลดลงถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกับสวนที่มีขนาดใกล้คียงกัน และช่วยลดอุณหภูมิในพื้นที่ ช่วยดูดซับฝุ่น pm 2.5 รวมถึงยังดึงดูดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตให้กลับมาเพิ่มขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่น มีนกหลากหลายสายพันธ์ุที่กลับเข้ามาในสวนเบญจกิติมากกว่า 200 ชนิด นับตั้งแต่เปิดสวน เป็นต้น
3.หนึ่งสิ่งที่ภูมิใจของคุณชัชนิลในการทำสวนคือ การที่คนทุกกลุ่มสามารถใช้งานสวนได้ เช่น คนพิการนั่งรถเข็นสามารถมาเดินเล่นชมสวนด้วยตัวเองบ่อยๆ กลุ่มคนตาบอดที่เข้ามาใช้สวนเพื่อฟังเสียงธรรมชาติ กลุ่มคนส่องนกที่เดินทางมาเพื่อส่องนกที่สวนนี้