“ดินที่ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง”
การมี “ดินที่ดี” เปรียบเสมือนเกราะกำบังสำคัญในการประคับประคองให้พืชผลอยู่รอดและมีชีวิตยืนยาวที่สุด โดยเฉพาะท่ามกลางความผันผวนของสภาพแวดล้อมและวิกฤตโรคระบาดของพืช สิ่งนี้คือหัวใจสำคัญที่ บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังในเอเชีย เล็งเห็นว่า “ดินคือสิ่งตั้งต้นสำคัญ” ของภาคเกษตรกรรมที่ต้องเร่งฟื้นฟูและยกระดับคุณภาพให้ดียิ่งขึ้น

ด้วยวิสัยทัศน์ “สรรค์สร้างนวัตกรรมและความยั่งยืน ตั้งแต่ไร่จนถึงมือผู้บริโภค (Creating Innovation and Sustainability from Farm to Shelf)” ของไทยวา เราจะมาเจาะลึกแนวคิดการฟื้นฟูดิน เพื่อขับเคลื่อนเกษตรกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน กับ คุณกมลชนก อารีราษฎร์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายความยั่งยืนและนวัตกรรม บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) ที่จะมาแชร์ความท้าทายในภาคเกษตรกรรมไทย นำไปสู่แนวคิด ไทยวาโมเดล การบูรณาการนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับคุณค่าดินและเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโครงสร้างดินที่แข็งแรง ที่คอยโอบอุ้มน้ำและกักเก็บสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระบบน้ำในดินดี พืชพันธุ์เจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมกักเก็บความชุ่มชื้นเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน


Circular Economy: เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมันสำปะหลังเป็นปุ๋ยปรับปรุงดิน ด้วย TW8 ผลิตภัณฑ์ชีวภาพจากไทยวา
ในกระบวนการปลูกและแปรรูปมันสำปะหลัง มักจะมีผลผลิตและของเหลือทิ้งปริมาณมากที่ไม่สามารถนำไปแปรรูปต่อได้ ไทยวาจึงนำแนวคิดหมุนเวียนเปลี่ยนสิ่งที่ใช้ไม่ได้ให้กลับมามีคุณค่า เพราะในความจริงแล้วสิ่งเหล่านี้คือ สารอินทรีย์วัตถุชั้นดีที่สามารถหมุนเวียนกลับไปใช้ในภาคเกษตรกรรมได้ โดยแบ่งออกเป็น:
- เปลือกดิน: ดินที่ติดมากับผิวเปลือกมันตอนรับซื้อ นำกลับไปผสมเพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดินได้โดยตรง
- เปลือกล้าง: เปลือกที่ได้จากการล้างผิวหัวมันสำปะหลัง มีความบริสุทธิ์ของอินทรีย์วัตถุสูง เหมาะสำหรับนำไปทำสารปรับปรุงดิน
- กากมัน: นำไปต่อยอดเป็นอาหารสัตว์ และอีกส่วนนำไปผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ
- ใบมันสำปะหลัง: แหล่งเซลลูโลสสูง ซึ่งปกติจะย่อยสลายตัวเองอยู่ภายในแปลง
ไทยวาได้นำส่วนต่างๆ ของวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมันสำปะหลังสู่การทำปุ๋ยปรับปรุงดิน ด้วย TW8 สารกระตุ้นทางชีวภาพจากจุลินทรีย์ 8 ชนิด ที่ทำหน้าที่ตรึงไนโตรเจน ย่อยฟอสฟอรัส และละลายโพแทสเซียม เพื่อเร่งสลายของเสียและเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดินได้สูงกว่าปุ๋ยทั่วไปจากผลการทดลองภาคสนามของไทยวา ซึ่งจะช่วยให้โครงสร้างดินแข็งแรง มีคุณสมบัติช่วยอุ้มน้ำและกักเก็บสารอาหารไม่ให้ถูกชะล้าง ยามเกิดเหตุสุดวิสัยอย่างฝนตกหนักรุนแรง ดินก็จะช่วยประคับประคองพืชและลดการพังทลายของหน้าดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Precision Agriculture การใช้เทคโนโลยีวางแผนการปลูกพืชรับมือสภาพอากาศผันผวน
คุณกมลชนกเล่าว่า ความท้าทายจากสภาพอากาศที่ผันผวนส่งผลให้ฤดูกาลการเก็บเกี่ยวคลาดเคลื่อน จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากมันสำปะหลังเป็นพืชที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ในขณะที่เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อย ซึ่งไม่สามารถลงทุนในระบบน้ำขนาดใหญ่ที่มีราคาแพง ประกอบกับพื้นที่ในภาคอีสานก็ยังเข้าไม่ถึงแหล่งน้ำในทุกพื้นที่
ด้วยข้อจำกัดนี้ ไทยวาจึงนำ Data Analytics มาใช้วางแผนพยากรณ์การเก็บเกี่ยวพืชผล โดยอาศัยเทคโนโลยีและการติดตามผลจากทีมวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อทำเกษตรกรรมอย่างแม่นยำใน 2 ช่วงเวลาสำคัญ นั่นคือ ช่วงเริ่มลงมือปลูกต้นมันสำปะหลังให้รอดพ้นจากภัยแล้ง และช่วงเก็บเกี่ยว เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น ปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน ที่อาจเข้ามาทำลายผลผลิตก่อนการเก็บเกี่ยว รวมถึงป้องกันไม่ให้เกษตรกรต้องสูญเสียผลผลิตที่ปลูกมาตลอดทั้งปี ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้โรงงานของไทยวามีวัตถุดิบเพียงพอ โดยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างระบบน้ำที่สูงเกินไปสำหรับเกษตรกรรายย่อย


ส่งเสริมเกษตรกร สู่การทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน
ไม่เพียงแต่การจัดการโครงสร้างพื้นที่เพาะปลูกให้มั่นคงเท่านั้น แต่การสร้างรากฐานที่ยั่งยืนให้แก่ตัวเกษตรกร ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไทยวาให้ความใส่ใจ โดยคุณกมลชนกเล่าว่า ไทยวาได้นำแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืนตามกรอบของ SAI Platform (Farm Sustainability Assessment) มาใช้เป็นแนวทางในการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เรื่องความปลอดภัย การจัดการและลดการใช้สารเคมี การรักษาคุณภาพดิน ไปจนถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนผ่านการทำเวิร์กชอป
ร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรม
ความสำคัญของเวิร์กชอปเพื่อลงพื้นที่เพื่อรับฟังความต้องการ และประเมินสถานะของเกษตรกร จากนั้นจึงนำองค์ความรู้ไปช่วยแก้โจทย์ให้ตรงจุดของแต่ละพื้นที่ โดยทดลองทำแปลงทดลองจริง เพื่อพิสูจน์ให้เกษตรกรเห็นว่า การใช้สารปรับปรุงดินร่วมกับของเหลือทิ้งทางการเกษตร สามารถทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีได้ประมาณหนึ่งในสามในระยะแรก ซึ่งช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนปุ๋ยเคมี ได้ดินที่ร่วนซุยและมีคุณภาพดีขึ้น รวมถึงได้ผลผลิตที่ยังคงได้คุณภาพดีและมีสารอาหารครบถ้วน
ไทยวาเราจึงได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยเป็นบริษัทรายแรกของโลกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน FSA Gold Level (Farm Sustainability Assessment) สำหรับมันสำปะหลัง ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นว่าการยกระดับเกษตรกรรมของไทยวาไม่ได้ส่งเสริมเพียงการเพิ่มผลผลิตเท่านั้น แต่ครอบคลุมการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสุขอนามัย

เป้าหมายของไทยวา: ขับเคลื่อนโมเดลความยั่งยืนสู่อนาคต
ผลลัพธ์การยกระดับภาคเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืนของไทยวา คุณกมลชนกยกตัวอย่างการนำสารปรับปรุงดิน TW8 มาใช้ร่วมกับของไม่ใช้แล้วทางการเกษตร ซึ่งสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังให้สูงขึ้นถึงร้อยละ 20
นอกจากนี้ไทยวาสามารถเพิ่มอัตราการขยายพันธุ์ท่อนมันสำปะหลังปลอดโรคได้สูงถึง 4-5 เท่า โดยในแต่ละปีจะมีการแจกจ่ายให้เกษตรกรประมาณ 500,000 – 800,000 ท่อน ซึ่งในปีที่ผ่านมา ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้ซัพพลายรวมมันสำปะหลังทั้งประเทศดิ่งลงอย่างรุนแรงถึง 30% แต่ปริมาณวัตถุดิบและแป้งมันสำปะหลังในห่วงโซ่อุปทานของไทยวาลดลงเพียงประมาณ 5% มากไปกว่านั้นเกษตรกรที่เข้าร่วมเครือข่ายสามารถลดต้นทุนในการเพาะปลูกและการผลิตลงได้เฉลี่ยถึง 500 บาทต่อไร่
หากพูดถึงก้าวต่อไปของไทยวาจะเป็นอย่างไร คุณกมลชนกกล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดของไทยวาว่า ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การพัฒนาธุรกิจมันสำปะหลังของตนเองเท่านั้น แต่มุ่งหวังที่จะนำคู่มือความสำเร็จของ ไทยวาโมเดล ที่ผ่านการพิสูจน์ผลลัพธ์จริงแล้ว ไปส่งต่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำไปปรับใช้ เพื่อร่วมกันปกป้องและรักษาความเป็นศูนย์กลางทางการเกษตรของภูมิภาคนี้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
เมื่อภาคเกษตรกรรมถูกยกระดับสู่ความทันสมัยและยั่งยืน ย่อมช่วยลดต้นทุน บรรเทาความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรไปพร้อมกัน สิ่งนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่มองเห็นโอกาส และหันกลับมาสานต่ออาชีพเกษตรกรรมด้วยความมั่นใจอีกครั้ง
อ่านรายงานความยั่งยืนของ บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน): https://sdjourney.thaiwah.com/th/home