5 โอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในยุค Net Zero

เรียบเรียงโดย: ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย

ในอดีต สังคมไทยมอง “ความยั่งยืน” ผ่านกิจกรรม CSR เช่น การปลูกต้นไม้หรือการทำรายงานประจำปี แม้วิธีคิดนี้จะเกิดจากความตั้งใจที่ดี แต่ในโลกปัจจุบัน “วิธีเดิมเริ่มไม่พอ” เพราะประเด็นความยั่งยืนได้ย้ายจากพื้นที่กิจกรรมเพื่อสังคม เข้าสู่หัวใจของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงอย่างเต็มตัว

ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย กล่าวถึงในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) ว่า Net Zero ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพชีวิตในโลกใหม่ เราจึงต้องก้าวข้าม 5 บทเรียนสำคัญเพื่อเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย ดังนี้

1) Struggle: ปัญหานี้มีอยู่จริง และมันกำลังมาถึงเร็วกว่าที่หลายคนคิด

สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดไม่ใช่แค่อุณหภูมิโลก แต่คือ “กติกาโลก” เศรษฐกิจโลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ภายใต้แรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งวิกฤตภูมิอากาศ ความเสี่ยงด้านพลังงาน ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน และมาตรการทางการค้าที่ผูกเรื่องคาร์บอนเข้ากับการเข้าถึงตลาด ในเวลาเดียวกัน การลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกก็ไหลไปสู่พลังงานสะอาด โครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีประสิทธิภาพพลังงานมากขึ้นอย่างชัดเจน IEA ประเมินว่าการลงทุนพลังงานทั่วโลกในปี 2025 จะอยู่ที่ราว 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และในจำนวนนั้นประมาณ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์จะไปอยู่กับพลังงานสะอาด มากกว่าการลงทุนในน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหินราวสองเท่า นี่สะท้อนว่าโลกไม่ได้เพียง “พูด” เรื่องการเปลี่ยนผ่าน แต่กำลัง “ลงเงินจริง” กับมันแล้ว

แรงกดดันที่ไทยต้องมองให้ชัดที่สุดประการหนึ่งคือ CBAM หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism ของสหภาพยุโรป ซึ่งเข้าสู่ระยะบังคับใช้จริงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 และครอบคลุมสินค้า 6 กลุ่มแรก ได้แก่ ซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน กลไกนี้ทำให้คาร์บอนที่ฝังอยู่ในสินค้าไม่ใช่เพียงข้อมูลในรายงานอีกต่อไป แต่กลายเป็นต้นทุนที่ผูกกับการนำเข้าสินค้าเข้าสู่ตลาดยุโรปโดยตรง

สำหรับไทย นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว งานศึกษาของ PIER พบว่าทั้งการประกาศและการดำเนินมาตรการ CBAM ส่งผลลบต่อความสามารถของบริษัทไทยในการส่งออกสินค้าที่อยู่ในข่าย CBAM ไปยังสหภาพยุโรป และผลกระทบดังกล่าวรุนแรงขึ้นหลังมาตรการเริ่มมีผลบังคับใช้ บริษัทบางแห่งพยายามกระจายตลาดหรือปรับสินค้าเพื่อบรรเทาผลกระทบ แต่ผลลบโดยรวมยังคงมีนัยสำคัญ สิ่งนี้ชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ทำรายงานหรือยัง” แต่อยู่ที่ว่าเศรษฐกิจไทยพร้อมหรือยังกับโลกที่ใช้ข้อมูลคาร์บอนเป็นส่วนหนึ่งของกติกาการค้า

2) Initial Solution: วิธีเดิมที่คนส่วนใหญ่มักใช้ คือมองความยั่งยืนเป็นเรื่องเสริมของธุรกิจหลัก

เมื่อโลกเริ่มพูดเรื่องสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง วิธีตอบสนองแบบแรกที่องค์กรจำนวนมากคุ้นเคยคือการวางเรื่องความยั่งยืนไว้ในหมวด CSR หรืออย่างมากก็เป็นงานด้านภาพลักษณ์ งานรายงาน และกิจกรรมเสริมจากธุรกิจหลัก วิธีคิดนี้เคยเพียงพอในยุคที่ตลาดยังไม่ถามลึกไปถึงข้อมูลการปล่อยจริงในระดับกระบวนการผลิต หรือในยุคที่ผู้บริโภคยังไม่ได้เชื่อมเรื่องคาร์บอนเข้ากับราคาสินค้า ต้นทุนทางการค้า และความสามารถแข่งขันโดยตรง

วิธีเดิมนี้มีเหตุผลของมัน เพราะมันเริ่มต้นจากความตั้งใจที่ดีและเป็นจุดตั้งต้นให้หลายองค์กรหันมาสนใจประเด็นสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้น แต่ข้อจำกัดก็คือ มันมักทำให้เรื่องความยั่งยืนถูกวางอยู่นอกห้องตัดสินใจหลักขององค์กร ไม่ได้เชื่อมเข้ากับงบลงทุน เทคโนโลยี การออกแบบผลิตภัณฑ์ การจัดซื้อ การเงิน หรือยุทธศาสตร์การตลาดอย่างจริงจัง เมื่อความยั่งยืนถูกมองเป็น “ส่วนเพิ่ม” มันก็ยากที่จะขยับไปสู่ “ความสามารถหลัก” ขององค์กรและของประเทศ

ในระดับนโยบาย วิธีเดิมก็มีลักษณะคล้ายกัน คือมักแยกการลดคาร์บอนออกจากยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ แยกการดูแลสิ่งแวดล้อมออกจากการพัฒนาอุตสาหกรรม และแยกการวิจัยออกจากการใช้ประโยชน์จริงในตลาด ผลลัพธ์คือหลายประเทศรวมถึงไทยมีโครงการดีจำนวนมาก แต่ยังมีช่องว่างใหญ่ระหว่าง “ความตั้งใจ” กับ “ความสามารถในการเปลี่ยนผ่านจริง”

3) Unresolved Issue: ทำไมวิธีเดิมจึงแก้ปัญหาได้ไม่พอ

ปัญหาใหญ่ของวิธีเดิมคือ มันตอบโจทย์โลกใหม่ไม่ได้ เพราะโลกใหม่ไม่ได้ถามว่าองค์กร “ใส่ใจสิ่งแวดล้อมหรือไม่” เท่านั้น แต่ถามว่าองค์กร “วัดได้หรือไม่ ลดได้จริงหรือไม่ และตรวจสอบได้หรือไม่” ภายใต้กรอบของ UNFCCC ประเด็นเรื่อง transparency ถูกวางเป็นแกนสำคัญของการดำเนินงานด้านภูมิอากาศ เพราะข้อมูลและการรายงานที่โปร่งใสช่วยให้ประเทศและองค์กรติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความคืบหน้าต่อเป้าหมาย และความต้องการด้านนโยบายหรือการสนับสนุนได้อย่างมีหลักฐานรองรับ ความโปร่งใสจึงไม่ใช่พิธีกรรมทางเทคนิค แต่เป็นเงื่อนไขของการตัดสินใจที่ดีขึ้นและการขับเคลื่อนเป้าหมายให้เกิดผลจริง

ในระดับองค์กร มาตรฐานอย่าง GHG Protocol Corporate Standard ถูกใช้แพร่หลายเพราะให้ข้อกำหนดและแนวทางสำหรับการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกขององค์กรอย่างเป็นระบบ และช่วยทำให้ข้อมูลการปล่อยมีความสอดคล้อง เปรียบเทียบได้ และนำไปใช้วางแผนลดการปล่อยได้จริง เมื่อกติกาการค้าเริ่มใช้ข้อมูล embedded emissions เป็นตัวตัดสิน การมีข้อมูลคาร์บอนที่ดีจึงไม่ใช่งานหลังบ้าน แต่เป็น capability เชิงยุทธศาสตร์ขององค์กรโดยตรง

ตรงนี้เองที่กรอบ CSR แบบเดิมเริ่มไปต่อไม่ไหว เพราะต่อให้สื่อสารดีแค่ไหน หากไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ ก็ไม่สามารถตอบคำถามของตลาด เงินทุน หรือมาตรฐานระหว่างประเทศได้ ยิ่งในกรณีของ CBAM การคำนวณและการยืนยันการปล่อยจริงยิ่งมีผลต่อภาระต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อจำกัดอีกด้านหนึ่งคือ การเปลี่ยนผ่านแบบแยกส่วนมักทำให้เราเห็นแค่โครงการ แต่ไม่เห็น “ระบบ” เราอาจมีเทคโนโลยีดี มีงานวิจัยดี หรือมีนโยบายดีเป็นชิ้น ๆ แต่หากข้อมูลไม่เชื่อมกัน มาตรฐานไม่เชื่อมกัน เงินทุนไม่เชื่อมกับความเสี่ยง และ SMEs เข้าไม่ถึงเครื่องมือเหล่านี้ การเปลี่ยนผ่านก็จะเกิดขึ้นเพียงบางส่วน และเกิดกับผู้เล่นบางกลุ่มเท่านั้น

4) Lesson Learned: บทเรียนใหม่คือ Net Zero ไม่ใช่ภาระสิ่งแวดล้อม แต่คือเวทีสร้างความได้เปรียบใหม่

เมื่อมองปัญหาให้ลึกขึ้น เราจะเห็นบทเรียนสำคัญอย่างน้อย 3 ข้อ

บทเรียนแรกคือ ข้อมูลไม่ใช่ภาระ แต่เป็นอำนาจในการตัดสินใจ ประเทศหรือองค์กรที่รู้ว่าปล่อยตรงไหน ใช้ทรัพยากรตรงไหนเสี่ยงตรงไหน จะมีต้นทุนการปรับตัวต่ำกว่า และตอบสนองต่อกติกาใหม่ได้เร็วกว่า ตัวอย่างของไทยที่น่าสนใจคือแพลตฟอร์ม Acamp ของ สวทช. ซึ่งช่วยคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กรแบบอัตโนมัติ แสดงผลผ่านแดชบอร์ด และสามารถใช้ข้อมูลจาก IoT และระบบองค์กรเพื่อระบุจุดปล่อยสำคัญได้แบบใกล้เคียงเรียลไทม์ อีกทั้งยังอ้างอิงกรอบ GHG Protocol และค่าปัจจัยการปล่อยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไทย นี่คือภาพตัวอย่างที่ชัดว่า “ข้อมูลที่ดี” ช่วยทั้งเรื่องการรายงานและการบริหารจัดการจริงในโรงงานหรือองค์กรได้พร้อมกัน

บทเรียนที่สองคือ ไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ตรงกันข้าม ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญมากในด้านเศรษฐกิจชีวภาพ BCG Model ของไทยระบุชัดว่าประเทศมีฐานทรัพยากรชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ ภาคเกษตร และทุนวัฒนธรรมที่สามารถใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการสร้างมูลค่าเพิ่มได้ จุดแข็งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เกษตร แต่เชื่อมไปถึงอาหาร สุขภาพ วัสดุชีวภาพ ชีวเคมี พลังงานชีวภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นี่หมายความว่า หากไทยวางเกมถูก เราไม่ได้มีเพียงภาระจากการเปลี่ยนผ่าน แต่มีฐานของความได้เปรียบใหม่อยู่แล้ว

บทเรียนที่สามคือ ไม่มีเทคโนโลยีเดี่ยวใดพอจะเปลี่ยนระบบได้ลำพัง IEA ชี้ว่า digitalisation สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และความยั่งยืนของระบบพลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันระบบกักเก็บพลังงานก็เป็นส่วนสำคัญของการรองรับพลังงานหมุนเวียนที่ผันผวนในระบบไฟฟ้าคาร์บอนต่ำ นั่นแปลว่าการเปลี่ยนผ่านจะสำเร็จได้ ไม่ใช่เพราะเราเลือกเทคโนโลยีตัวใดตัวหนึ่งถูก แต่เพราะเราสามารถบูรณาการข้อมูล ดิจิทัล พลังงาน ระบบกักเก็บ วัสดุ และเทคโนโลยีการผลิตเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และเมื่อบทเรียนทั้งสามนี้มารวมกัน ภาพก็เริ่มชัดขึ้นว่า สิ่งที่ไทยต้องการไม่ใช่แค่ “โครงการลดคาร์บอนเพิ่ม” แต่คือการยกระดับจากการทำแบบกิจกรรม ไปสู่การสร้างระบบเศรษฐกิจที่วัดได้ ปรับได้ และแข่งขันได้ในโลกคาร์บอนต่ำ

5) Sustainable Solution: ทางออกใหม่ที่ยั่งยืนกว่า คือเปลี่ยน Net Zero ให้เป็นวาระแห่งความสามารถแข่งขันของประเทศ

เมื่อเข้าใจปัญหาและข้อจำกัดของวิธีเดิมแล้ว ทางออกใหม่จึงไม่ควรเริ่มจากการเร่ง “ทำเพิ่ม” ในแบบเดิม แต่ควรเริ่มจากการ “เปลี่ยนกรอบคิด” ว่า Net Zero คือวาระเศรษฐกิจ ไม่ใช่วาระสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว

ก้าวแรกของทางออกนี้คือ เปลี่ยนจาก CSR mindset ไปสู่ competitiveness mindset ธุรกิจไทยต้องเลิกมองความยั่งยืนเป็นเรื่องของการสื่อสารเชิงบวกเพียงอย่างเดียว และเริ่มมองว่าเรื่องนี้เชื่อมกับการเข้าถึงตลาด ความเสี่ยงทางการค้า ต้นทุนเงินทุน และตำแหน่งของตนเองในห่วงโซ่อุปทานโลกโดยตรง

ก้าวที่สองคือ สร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลของการเปลี่ยนผ่าน ทั้งในระดับองค์กร อุตสาหกรรม และประเทศ ไทยจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ตรวจสอบได้และเชื่อมโยงได้ ตั้งแต่ข้อมูลคาร์บอนของสินค้า การใช้พลังงาน น้ำ วัตถุดิบ ของเสีย ไปจนถึงความเสี่ยงในซัพพลายเชน เพราะในโลกใหม่ ข้อมูลไม่ใช่เพียงหลักฐาน แต่เป็นเงื่อนไขของการเข้าสู่ตลาดและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

ก้าวที่สามคือ ใช้จุดแข็งของไทยในเศรษฐกิจชีวภาพเป็นฐานสร้างมูลค่าใหม่ ไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มแข่งขันจากสิ่งที่ไม่มี แต่ควรเริ่มจากสิ่งที่มีอยู่แล้วอย่างแข็งแรง เช่น ภาคเกษตร อาหาร สุขภาพ ทรัพยากรชีวภาพ และวัตถุดิบที่สามารถต่อยอดผ่านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมได้ หากทำได้ดี ไทยจะไม่เพียง “ปฏิบัติตามมาตรฐานโลก” แต่สามารถสร้างสินค้าที่มีคุณค่าใหม่ในตลาดโลกได้ด้วย

ก้าวที่สี่คือ บูรณาการเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่สะสมเทคโนโลยี เทคโนโลยีดิจิทัลต้องเชื่อมกับการจัดการพลังงาน ระบบกักเก็บต้องเชื่อมกับโครงข่าย ข้อมูลคาร์บอนต้องเชื่อมกับการจัดซื้อ การเงิน และการออกแบบผลิตภัณฑ์ งานวิจัยต้องเชื่อมกับตลาดและมาตรฐาน นี่คือความต่างระหว่างประเทศที่ “มีเทคโนโลยี” กับประเทศที่ “ใช้เทคโนโลยีสร้างความได้เปรียบ” จริง

ก้าวที่ห้าคือ ภาครัฐไทยต้องทำหน้าที่มากกว่าผู้กำกับดูแล แต่เป็นผู้ออกแบบระบบการเปลี่ยนผ่าน วันนี้ไทยมีจุดตั้งต้นที่สำคัญแล้ว ทั้ง NDC 3.0 ที่ตั้งเป้าลดการปล่อยสุทธิลง 47% จากระดับปี 2019 ภายในปี 2035 ให้เหลือ 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050 รวมถึง Thailand Taxonomy Phase 2 ที่ขยายความครอบคลุมไปยังภาคเกษตร ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ การผลิต และการจัดการของเสีย ซึ่งเป็นภาคปล่อยสูงของประเทศ เครื่องมือเหล่านี้สำคัญมาก แต่บทบาทของรัฐในโลกใหม่ต้องไปไกลกว่าการตั้งเป้าหมาย นั่นคือการสร้างภาษากลาง สร้างข้อมูลกลาง สร้างแรงจูงใจทางการเงิน ลงทุนในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และทำให้ SMEs เข้าถึงเครื่องมือการเปลี่ยนผ่านได้จริง ไม่เช่นนั้นการเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นเฉพาะกับองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น

นี่คือเหตุผลว่าทำไมคำถามสำคัญของไทยวันนี้จึงไม่ใช่แค่ว่า “เราจะทำ Net Zero หรือไม่” แต่คือ “เราจะใช้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้สร้างความสามารถแข่งขันใหม่ของประเทศได้เพียงใด” เพราะหากเรายังยึดติดกับวิธีเดิม เราอาจทำได้เพียงตามโลกให้ทันอย่างเหน็ดเหนื่อย แต่หากเรากล้าเปลี่ยนกรอบคิด เราอาจใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นจุดตั้งต้นของเศรษฐกิจไทยแบบใหม่ ที่แข็งแรงกว่า ยืดหยุ่นกว่า และน่าเชื่อถือกว่าบนเวทีโลก

ท้ายที่สุดแล้ว Net Zero ไม่ใช่เรื่องของการ “เสียสละเพื่ออนาคต” อย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของการ “ออกแบบปัจจุบัน” ใหม่ให้เศรษฐกิจไทยเดินต่อได้ในโลกที่กติกาเปลี่ยนไปแล้ว และบางที นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของไทยในการตัดสินใจว่า เราจะมองความยั่งยืนเป็นต้นทุนที่ต้องแบกรับ หรือมองมันเป็นฐานของความสามารถแข่งขันรอบใหม่ที่ควรเร่งสร้างตั้งแต่วันนี้


ที่มา:

  • NAC 2026 และกรอบสัมมนา Net Zero ของ สวทช. (NSTDA)
  • CBAM ของสหภาพยุโรป และข้อมูลการเริ่มบังคับใช้ในปี 2026 (Taxation and Customs Union)
  • งานศึกษาผลกระทบของ CBAM ต่อผู้ส่งออกไทย โดย PIER (PIER)
  • หลักการ transparency ภายใต้ UNFCCC และมาตรฐาน GHG Protocol Corporate Standard (UNFCCC)
  • BCG Model ของไทย และศักยภาพเศรษฐกิจชีวภาพ (BCG)
  • ข้อมูลจาก IEA เรื่อง digitalisation และระบบพลังงาน (IEA)
  • ตัวอย่างเครื่องมือข้อมูลคาร์บอนของไทย เช่น Acamp โดย สวทช. (NSTDA)
  • Thailand NDC 3.0 และ Thailand Taxonomy Phase 2 (UNFCCC)
Share the Post:

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง