
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) โดยกองจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ (กลช.) จัดกิจกรรมเนื่องในวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้หัวข้อ “Acting Locally for Global Impact” ในวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30-15.00 น. ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน เป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่ผลการดำเนินงานของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย หรือ GCNT ได้จัดเสวนาในหัวข้อ ธุรกิจไทยกับภารกิจ Nature Positive: ลงมือในพื้นที่ สร้างผลกระทบระดับโลก โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ คุณจุฬวดี วรศักดิ์โยธิน ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมความยั่งยืน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ คุณธนทัต อนิวรรตน์ ผู้จัดการแผนกพัฒนาความยั่งยืน บริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด คุณหทัยกานต์ กมลศิริสกุล ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายกลยุทธ์ ความยั่งยืน และนวัตกรรม บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) คุณจักษ์วิดา ชูวงศ์ศิริกุล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ด้านความยั่งยืน บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินรายการโดย ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย

เวทีนี้สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจไทยสามารถเข้ามาร่วมฟื้นฟูและสร้างมูลค่าใหม่จากธรรมชาติได้ และความหลากหลายทางชีวภาพนั้นควรเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจในหลายมิติ ไม่ว่าในมิติของการที่ธุรกิจพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ การคำนึงถึงผลกระทบของธุรกิจที่มีต่อธรรมชาติ และการตระหนักว่าความเสื่อมโทรมของธรรมชาตินั้นคือความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk) ที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการดำเนินงาน และเสถียรภาพของวัตถุดิบโดยตรง
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวคิด Nature Positive หรือการส่งเสริมให้ทรัพยากร ดิน น้ำ ป่าไม้ และสิ่งมีชีวิตเพิ่มขึ้นและสมบูรณ์ขึ้นกว่าจุดเริ่มต้น (Net Positive) เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนยั่งยืน (Green Finance) และการเตรียมความพร้อมรองรับเกณฑ์มาตรฐานระดับสากล เช่น TNFD รวมถึงการตอบสนองต่อเป้าหมายระดับโลกอย่าง Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework (KM-GBF) และแผนยุทธศาสตร์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (NBSAP) ของไทย

ผู้เข้าร่วมเสวนายังได้แบ่งปันกรณีศึกษาที่พิสูจน์ว่า แนวคิด Nature Positive จะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มต้นจากการลงมือปฏิบัติในพื้นที่จริง (Local Action) โดยอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างธุรกิจและชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง การบริหารจัดการและคืนน้ำสู่ธรรมชาติผ่านแนวคิด Water Stewardship หรือการฟื้นฟูดินและยกระดับห่วงโซ่อุปทานเกษตรต้นน้ำ ซึ่งทุกภาคส่วนต่างเน้นย้ำว่า ข้อมูลและการวัดผลลัพธ์ที่จับต้องได้คือสิ่งสำคัญที่สุด อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนในวงกว้างยังเผชิญความท้าทายด้านการวัดผลและกฎระเบียบที่ซับซ้อน ภาคธุรกิจจึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายร่วมกันให้ภาครัฐเร่งพัฒนาฐานข้อมูลกลางด้าน Biodiversity การทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ และการสร้างคู่มือหรือเกณฑ์มาตรฐานที่เข้าใจง่าย เพื่อผลักดันให้ความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งเป็นฐานทุนทางธรรมชาติที่แข็งแกร่ง กลายเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนของประเทศไทยบนเวทีโลกอย่างแท้จริง

