
GCNT Climate & Environment Academy เปิดตัวหลักสูตรอบรมออนไลน์ระยะสั้นในหัวข้อ “Climate Action for Business: ความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศและการลงมือทำธุรกิจ” เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมุมธุรกิจ ตั้งแต่สาเหตุของภาวะโลกร้อน จนถึงผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทำความเข้าใจกรอบการจำแนกความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเบื้องต้น เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความตระหนักรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้แนวคิด “Inspired by Nature. For Climate. For Our Future” ในวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day)

โดยมีผู้เข้าร่วมจากทั้งหน่วยงานภาคเอกชนกว่า 80 ราย ทั้งจากกลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุ บรรจุภัณฑ์และสินค้าอุปโภคและบริโภค กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร และกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐ
ภายในการอบรม ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ไพรัช อุศุภรัตน์ ที่ปรึกษาและผู้ทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ของบริษัท อีซีอีอี จำกัด บริษัทหนึ่งในสมาชิก GCNT และรองหัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านพลังงานเชิงนิเวศเศรษฐกิจ ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานด้าน Climate Action ในกลุ่มภาคธุรกิจ ที่บรรยายถึงความสำคัญของการที่ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน โดย 6 เสาหลักที่ผลักดันให้องค์กรต้องทำ Climate Action ประกอบด้วย
เสาที่ 1: Regulations (กำแพงกฎระเบียบและข้อกำหนดโลก) เช่น CBAM (มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของยุโรป) และกฎหมายเป้าหมายสภาพภูมิอากาศของไทยและต่างประเทศ หากธุรกิจไม่ปรับตัว จะต้องเผชิญกับภาษีหรือกำแพงการค้าที่สูงขึ้นจนแข่งขันไม่ได้
เสาที่ 2: Supply Chain (แรงกดดันจากคู่ค้าและห่วงโซ่อุปทาน) การใช้เกณฑ์ Supplier Assessment และ ESG กับคู่ค้า
เสาที่ 3: Cost & Efficiency (การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพภายใน) การทำ Climate Action ช่วยให้องค์กรหันมาใส่ใจเรื่อง Energy Efficiency (ประหยัดพลังงาน) และ Resource Efficiency (ใช้ทรัพยากรคุ้มค่า) รวมถึงการทำ Waste Reduction (ลดของเสีย)
เสาที่ 4: Investors & Finance (สายตาของนักลงทุนและแหล่งเงินทุนสีเขียว) เมื่อสถาบันการเงินใช้ ESG Rating เป็นเกณฑ์ปล่อยกู้ และต้องการ Climate Disclosure (การเปิดเผยข้อมูลสภาพภูมิอากาศ)
เสาที่ 5: Reputation (ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือที่จับต้องได้) ผู้บริโภคและสังคมยุคใหม่คาดหวังสูงขึ้น (Stakeholder Expectation) การลงมือทำจริงช่วยยกระดับ Corporate Reputation และเพิ่มมูลค่าแบรนด์ (Brand Value) เปลี่ยนสู่การเป็นผู้ปกป้องโลก
เสาที่ 6: Business Opportunities (น่านน้ำใหม่และโอกาสทางธุรกิจ) การเปลี่ยนผ่านนี้สร้างความต้องการสินค้ากลุ่ม Green Products และ Low Carbon Services การวาง Net Zero Strategy ตั้งแต่วันนี้จึงเป็นการสร้าง Competitive Advantage (ความได้เปรียบทางการแข่งขัน) ก่อนคนอื่น
โดย Climate Action ไม่ใช่ภาระ แต่คือ “การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Strategic Decision)” ที่จะช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มโอกาส และสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ให้องค์กรพร้อมรับอนาคต เพื่อให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy)
แม้ว่าการเริ่มต้นทำ Climate Action ในระยะแรกอาจดูเหมือนเป็นเรื่องของการจัดการภายในองค์กร (เช่น การประหยัดพลังงาน หรือ Scope 1 & 2) แต่เมื่อองค์กรต้องการยกระดับไปสู่เป้าหมายที่แท้จริงอย่าง Net Zero หรือความเป็นกลางทางคาร์บอน องค์กรจำเป็นต้องสร้างพันธมิตรและประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ห่วงโซ่อุปทาน ภาครัฐ ภาคการเงิน การการศึกษา และลูกค้า เพื่อขับเคลื่อนให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำแห่งอนาคต

ในการอบรม GCNT Climate & Environment Academy ยังได้มีการแนะแนวทางปฎิบัติให้ธุรกิจสามารถประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น และเรียนรู้การจัดทำ Climate Roadmap โดยใช้กรอบ “Six Steps” สำหรับการเริ่มต้นแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ภาคธุรกิจได้เตรียมความพร้อมในการจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

ในหลักสูตรนี้ ผู้เรียนได้เข้าใจถึงสาเหตุของภาวะโลกร้อน ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน การดำเนินงาน การเงิน แรงงาน และชุมชน ไปจนถึงการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเบื้องต้น และการจัดทำ Climate Roadmap ด้วยกรอบ “Six Steps” ที่เป็นจุดเริ่มต้นในการวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและจัดทำ Action Plan สำหรับองค์กร เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายและเป็นพลังสำคัญที่จะร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อไป

