
ในปัจจุบัน ประเทศไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยพึ่งพา “ฐานทรัพยากรธรรมชาติ” อันเปรียบเสมือนสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลที่สร้างผลประโยชน์ทางการค้าและการบริการเชิงนิเวศ (Ecosystem Services) อย่างต่อเนื่อง ทว่าในระบบบัญชีประชาชาติและโครงสร้างงบประมาณแบบดั้งเดิม กลับยังไม่มีการบันทึกมูลค่าของสินทรัพย์ทางธรรมชาติเหล่านี้ไว้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ขาดการจัดสรรงบประมาณเพื่อการดูแลและฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพ และหากทรัพยากรเหล่านี้เสื่อมโทรมลง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและภาคธุรกิจในวงกว้าง
ที่ผ่านมา ความเข้าใจที่มีต่อทรัพยากรป่าไม้ แหล่งน้ำ หรือความหลากหลายทางชีวภาพ มักถูกมองเป็นเพียงทรัพยากรสาธารณะ ทว่าในยุคปัจจุบันที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง แนวคิดดังกล่าวจึงต้องได้รับการปรับเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง นำมาสู่การพัฒนาแนวคิด Natural Capital Accounting (NCA) หรือ “การทำบัญชีทุนทางธรรมชาติ” ซึ่งเป็นเครื่องมือในการจำแนก ชี้วัด และแปลงค่าสถานะทางสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้ออกมาเป็นตัวเลขและมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้เพื่อเป็นข้อมูลฐานรากในการบริหารจัดการและการลงทุนอย่างคุ้มค่า ควบคู่ไปกับการบรรลุเป้าหมาย Nature Positive หรือการฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมามีความสมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิม
ประเด็นความท้าทายสำคัญของประเทศไทยในขณะนี้คือ เราจะสามารถขับเคลื่อนเชิงนโยบายเพื่อเปลี่ยน “ข้อมูลฐานทรัพยากร” เหล่านี้ ให้กลายเป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจและเม็ดเงินลงทุนจริง” ได้อย่างไร
ในการประชุม 8th Global Policy Forum on Natural Capital ตลอดทั้งบนเวที Valuing the Veins of Thailand: NCA as a Shield for National Economic Resilience ในงาน Earth Jump 2026 ที่จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาให้คำแนะนำเรื่องการผลักดันเชิงนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนกลไกที่เรียกว่า Blended Finance (การเงินแบบผสมผสานระหว่างภาครัฐและเอกชน) ผ่าน 4 แนวทางที่ใช้ NCA เป็นตัวชี้วัด ดังต่อไปนี้
1. ใช้ NCA เป็น “ภาษาและมาตรฐานกลาง” (Common Language) ในการประเมินมูลค่าเพื่อดึงดูดทุน
การจะดึงดูดภาคเอกชนให้มาร่วมลงทุนได้ สิ่งสำคัญคือต้องเปลี่ยนผลลัพธ์ทางนิเวศวิทยาให้เป็นตัวเลขที่นักลงทุนเข้าใจ นโยบายควรสนับสนุนให้ใช้ NCA เป็นเครื่องมือในการชี้วัด (Measure) เปิดเผยข้อมูล (Disclose) และแปลงเป็นมูลค่าทางการเงิน (Monetize)
- สร้าง Enterprise Value จากธรรมชาติ: นโยบายสามารถสนับสนุนการประเมินมูลค่าโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ (Natural Infrastructure) อย่างเป็นระบบ เพื่อใช้สร้างกลไกผลตอบแทน เช่น การจ่ายเงินค่าบริการทางนิเวศ (Payment for Ecosystem Services – PES) หรือคาร์บอน/ความหลากหลายทางชีวภาพ (Market-based Credits) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนในระดับประเทศ
- กรณีศึกษาความสำเร็จของจังหวัดกระบี่: ประเทศไทยได้เริ่มนำ NCA มาใช้จริงในพื้นที่จังหวัดกระบี่ โดยมีการจัดทำบัญชีทั้งทางบก น้ำจืด และทะเล ซึ่งพบว่าแม้ภาคการเกษตรจะได้รับผลกระทบจากราคายางและปาล์มตกต่ำ แต่มูลค่าของระบบนิเวศทางทะเลยังคงสร้างประโยชน์ให้พื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง ข้อมูลนี้ถูกนำไปเจรจากับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเสนอนโยบายการลงทุนสร้างระบบบำบัดน้ำเสียบริเวณเกาะ และสนับสนุนกองทุนหมุนเวียนสำหรับการท่องเที่ยวดูลดเชิงนิเวศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า NCA สามารถกำหนดจุดลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดได้
2. บูรณาการหลักการ Nature Positive เข้ากับนโยบายกำกับดูแลทางการเงิน (Regulatory Frameworks) เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงทุน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานกำกับดูแลสามารถวางนโยบายที่ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจปรับตัวโดย
- ขยายขอบเขตจาก Climate สู่ Nature: ธปท. ได้เริ่มผนวกเรื่องการปกป้องธรรมชาติไว้ในความคาดหวังด้านการกำกับดูแล (Supervisory Expectation) และสามารถต่อยอดโครงสร้างธรรมาภิบาลด้านสภาพภูมิอากาศ (เช่น TCFD) ไปสู่การประเมินความเสี่ยงด้านธรรมชาติ (TNFD) ได้โดยไม่ต้องเริ่มนับศูนย์ใหม่
- ผลักดันผ่าน Thailand Taxonomy: ธปท. มีการกำหนดมาตรฐาน Taxonomy ที่ครอบคลุมเงื่อนไข “Do No Significant Harm” (การไม่สร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ) โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมและภาคส่วนที่ปล่อยมลพิษสูง 6 กลุ่ม ซึ่งกำหนดว่ากิจกรรมที่สอดคล้องกับ Taxonomy จะต้องเป็นมิตรหรือส่งผลบวกต่อธรรมชาติ (Nature Positive) ไปพร้อมกัน
3. การออกแบบกลไก Blended Finance เพื่อลดความเสี่ยง (De-risking) ให้กับภาคเอกชน
แม้โครงการอนุรักษ์จะสร้างประโยชน์มหาศาล แต่ความเสี่ยงในสายตาธนาคารพาณิชย์ยังคงสูง นโยบายภาครัฐจึงควรสนับสนุนโมเดล Blended Finance เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้
- การแบ่งรับความเสี่ยงผ่านโครงสร้าง Junior/Senior Capital: สามารถเรียนรู้จากกองทุน Land Degradation Neutrality (LDN) ของ Mirova ที่ใช้เงินทุนแบบผ่อนปรนจากภาครัฐและองค์กรการกุศลมาเป็นทุนก้อนแรกที่รองรับความเสี่ยง (Junior Capital Buffer) ซึ่งหากโครงการขาดทุน ทุนก้อนนี้จะรับภาระก่อน กลไกนี้สามารถดึงดูดเงินลงทุนจากภาคเอกชน (Senior Capital) ได้สูงถึง 4 เท่าของเงินตั้งต้น
- การใช้กลไกการค้ำประกัน (Guarantees) เพื่อออกพันธบัตร: รัฐบาลไทยสามารถร่วมมือกับธนาคารเพื่อการพัฒนา (MDBs) เช่น ธนาคารโลก ในการค้ำประกันความเสี่ยงบางส่วน (Credit Enhancement) เพื่อให้ออกพันธบัตรที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bonds – SLBs) ได้ในต้นทุนที่ต่ำลง ดังตัวอย่างของประเทศรวันดาที่ได้รับการค้ำประกันจากธนาคารโลก จนสามารถระดมทุนในสกุลเงินท้องถิ่นได้เกินเป้าหมาย และดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้สำเร็จ
- ภาครัฐช่วยรับความเสี่ยงหางแถว (Tail Risk): ในมุมมองของธนาคารพาณิชย์ไทย ปัญหาใหญ่คือกระแสเงินสดที่ไม่แน่นอน ระยะเวลาคืนทุนนาน และขนาดโครงการที่เล็กเกินไป นโยบายภาครัฐหรือ MDBs สามารถเข้ามาช่วยอุดหนุนส่วน Tail Risk หรือช่วยรับประกันการรับซื้อ (Offtake) ซึ่งจะทำให้โครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมีความสามารถในการชำระหนี้ (Bankable) และกู้ยืมในเชิงพาณิชย์ได้ง่ายขึ้น ดังเช่นโครงการสินเชื่อโรงงานรีไซเคิลพลาสติกของธนาคารทีทีบี (TTB)
4. พัฒนา “Sandbox” เชิงพื้นที่ที่แก้ปัญหาทั้งเศรษฐกิจ ธรรมชาติ และผู้คน
การปกป้องธรรมชาติจะยั่งยืนได้ต้องแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่ไปพร้อมกัน นโยบายควรสนับสนุนการสร้างพื้นที่ทดลอง (Sandbox) เพื่อพัฒนารูปแบบการทำงานร่วมกัน:
- โครงการ Nan Sandbox โดยธนาคารกสิกรไทย: เป็นกรณีศึกษาสำคัญที่ชี้ว่า “เราไม่สามารถรักษาป่าได้ หากไม่รักษาผู้คน” ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าเป็นเพียงอาการ แต่รากเหง้าคือความยากจนที่ทับซ้อน โครงการนี้จึงไม่ใช่วิธีปลูกป่าแบบเดิม แต่เป็นการผลักดันความร่วมมือทั้งการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข การศึกษา และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจชุมชนจากการทำเกษตรที่ทำลายป่า ไปสู่การปลูกและสกัดพืชสมุนไพรที่มีมูลค่าสูง (Pharmaceutical ingredients)
- สร้างรูปแบบการจัดการใหม่ (‘Re’governance): รัฐบาลควรเปิดพื้นที่ทางนโยบาย (National Policy Sandbox) เพื่อทดลองโมเดลการจัดการที่ดินและธรรมาภิบาลรูปแบบใหม่ที่กฎหมายเดิมไม่เอื้ออำนวย ซึ่งจะนำไปสู่การฟื้นฟู (Restoration) และการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Regeneration) อย่างเป็นระบบ ก่อนนำไปขยายผล (Scale) สู่ระดับประเทศต่อไป