TCP Group: โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย ผสานพลังชุมชน สร้างสมดุลทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

น้ำ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีจำกัด แต่มีความสำคัญยิ่งต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ความต้องการใช้งานของมนุษย์เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงในภาวะโลกร้อนก็ยิ่งส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวน จนยากต่อการคาดการณ์และบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับภาคธุรกิจที่ต้องพึ่งพาน้ำจึงต้องเร่งปรับตัวและเตรียมแนวทางรับมือกับความผันผวนดังกล่าว เช่นเดียวกับ บริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด หรือ TCP Group ผู้ผลิตเครื่องดื่มที่มองว่าน้ำไม่ใช่แค่วัตถุดิบ แต่เป็นต้นทุนทางธรรมชาติ (Nature Capital) ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจ  

เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน คุณธนทัต อนิวรรตน์ ผู้จัดการแผนกพัฒนาความยั่งยืนของ TCP Group จึงได้แบ่งปันแนวคิดการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการดูแลครอบคลุมตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายทางคือชุมชนและสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิด Net Water Positive การคืนน้ำสะอาดกลับสู่ชุมชนและธรรมชาติให้มากกว่าปริมาณที่ใช้ในกระบวนการผลิตให้สำเร็จภายในปี 2030  

โครงการโอบอุ้มลุ่มน้ำไทย ฟังเสียงชุมชน แนวทางอนุรักษ์น้ำอย่างยั่งยืน 

คุณธนทัตกล่าวว่า หนึ่งในกลไกสำคัญของ TCP Group ในการส่งเสริมการจัดการทรัพยากรน้ำคือ โครงการโอบอุ้มลุ่มน้ำไทย ซึ่งปัจจุบันมุ่งเน้นการดำเนินงานใน 2 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำยม ครอบคลุมจังหวัดแพร่ สุโขทัย และลุ่มน้ำบางปะกง โดยเฉพาะจังหวัดปราจีนบุรีซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงาน โดยร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญอย่างองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World Wide Fund for Nature: WWF) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) มูลนิธิอุทกพัฒน์ และสถาบันทรัพยากรน้ำใต้ดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อร่วมกันดูแลพื้นที่ครอบคลุมจังหวัดปราจีนบุรี นครนายก สระแก้ว และ ฉะเชิงเทรา 

พร้อมกันนี้ ยังมีแผนมุ่งสู่มาตรฐานการดูแลรักษาน้ำระดับสากล Alliance for Water Stewardship (AWS) รวมถึงการเปิดเวทีเสวนาร่วมกับผู้นำชุมชนและตัวแทนชาวบ้านจาก 13 หมู่บ้าน เพื่อรับฟังความคิดเห็นนำไปสู่การพัฒนาระบบน้ำประปาชุมชน ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดูแล บริหารจัดการ อนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน 

ความท้าทายหลักของลุ่มน้ำบางปะกงคือ ท่วม เค็ม แล้ง เนื่องจากพื้นที่รอบโรงงานเป็นที่ราบลุ่มรับน้ำตามธรรมชาติ เกษตรกรจึงต้องแข่งกับเวลาในการเก็บเกี่ยวข้าว โดยรอบแรกต้องเกี่ยวข้าวให้ทันภายในกลางเดือนสิงหาคมก่อนน้ำเหนือไหลบ่าช่วงปลายฤดูฝน และรอบสองต้องเสร็จภายในเดือนมกราคมก่อนน้ำทะเลหนุนสูงช่วงต้นปี เพื่อป้องกันไม่ให้ผลผลิตเสียหายจากทั้งปัญหาน้ำท่วมและน้ำเค็ม 

อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้ชุมชนสามารถเก็บเกี่ยวได้ตรงตามแผน คือ ประตูระบายน้ำ ในคลองสาขา ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกับชุมชนผ่านการลงพื้นที่ฟังเสียงชาวบ้าน และเปิดเวทีโหวตให้เลือกปัญหาที่ต้องแก้ไขก่อน โดยหากมีมติเกิน 70% ก็จะลงมือทำเป็นอันดับแรก

การซ่อมแซมและติดตั้งประตูระบายน้ำในคลองสาขา (ชวด หลอด) แม้ดูเป็นเรื่องเล็กแต่ตอบโจทย์ได้ตรงจุด เพราะช่วยให้ชุมชนเปิด-ปิดประตูน้ำได้เองตามจังหวะน้ำขึ้น-ลง เพื่อกักเก็บน้ำจืดไว้ใช้ได้นานที่สุด ทั้งยังเป็นวิธีทางธรรมชาติ (Nature-based Solution) ในการกำจัดผักตบชวา โดยใช้วิธีดันผักตบชวาออกไปนอกประตูน้ำก่อน แล้วค่อยปิดประตูเพื่อกักน้ำจืดไว้ พอถึงเวลาน้ำเค็มหนุนสูงเข้ามา ผักตบชวาด้านนอกก็จะตายไปเองภายใน 7 วัน โดยไม่ต้องใช้แรงงานเก็บทั้งหมด 

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่แห้งแล้งอย่างอำเภอกบินทร์บุรี ซึ่งไม่มีแม่น้ำสายหลักไหลผ่านและมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ที่ไม่เพียงพอต่อการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ TCP Group ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์โดยร่วมมือกับสถาบันทรัพยากรน้ำใต้ดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่นนำ ระบบเติมน้ำใต้ดิน (Managed Aquifer Recharge) มาใช้ ผ่านมาตรฐาน โดยเริ่มจากการสำรวจชั้นธรณีวิทยา แล้วจึงเติมน้ำลงสู่ชั้นใต้ดินผ่านบ่อวง และการขุดบ่อเติมน้ำ มาใช้ประโยชน์จากศักยภาพของชั้นใต้ดินในการกักเก็บน้ำไว้ยามขาดแคลน

กองทุนแปรรูปผักตบชวา ต่อยอดจากการทำงานชุมชน

หลังจากที่ TCP Group เข้าไปสนับสนุนและให้คำแนะนำผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมจนชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้แล้ว คุณธนทัตเล่าต่อว่า ชาวบ้านมีความสนใจที่จะต่อยอดจากสิ่งที่ทำอยู่ให้เกิดประโยชน์ จึงนำไปสู่การตั้ง กองทุนแปรรูปผักตบชวา ซึ่งเริ่มต้นจากการที่ TCP Group พาตัวแทนชุมชนไปศึกษาดูงานที่จังหวัดนครปฐมและระยอง และให้ชุมชนเป็นผู้ริเริ่มตั้งกองทุนและบริหารจัดการเองทั้งหมด โดยนำผักตบชวาที่เก็บจากคลองมาแปรรูปเป็นปุ๋ย วัสดุปลูกพืช และงานหัตถกรรมสร้างรายได้ ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่รายได้เสริมของคนในพื้นที่ แต่คือการสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ ที่ทำให้ชุมชนอยากดูแลทรัพยากรน้ำของตัวเองอย่างยั่งยืนต่อไปในระยะยาว 

ก้าวต่อไปของ TCP Group สร้างความสมดุลให้ระบบนิเวศทางน้ำ

การจัดการน้ำของกลุ่มธุรกิจ TCP Group ยึดหลักตาม การจัดการน้ำสากล หรือ Alliance Water Stewardship (AWS) ที่ได้รับการรับรองเมื่อต้นปี 2026 เป็นบริษัทสัญชาติไทยรายแรกที่ได้รับมาตรฐานนี้ TCP Group ใช้แนวทาง 5R ในการบริหารจัดการน้ำทั้งในและนอกโรงงาน ได้แก่ Resource Reduce Reuse Recycle and Regenerative (Replenish & Restore)

ในขณะเดียวกันผลลัพธ์ของโครงการโอบอุ้มลุ่มน้ำไทย คุณธนทัตเผยว่า นับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการในปี 2017 จนถึงปัจจุบัน TCP Group คืนน้ำสะอาดกลับสู่ชุมชนและสิ่งแวดล้อมไปแล้วราว 20 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงสร้างประโยชน์แก่ประชาชนมากกว่า 40,000 ครัวเรือนในสองลุ่มน้ำหลัก

และในช่วงปี 2025-2026 TCP Group ได้เริ่มการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่รอบโรงงาน แม่น้ำบางปะกง และในพื้นที่ของโรงงานเพื่อดูสุขภาพของแม่น้ำและคุณภาพของน้ำผ่านตัวชี้วัดด้านความหลากหลาย (Bio-indicator) เป็นฐานข้อมูลสำหรับทำงานต่อในอนาคต

ความสำเร็จดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายหลักในการบรรลุ Net Water Positive ภายในปี 2030 ควบคู่ไปกับการลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตลงปีละ 3% อย่างต่อเนื่องด้วยระบบ Smart Manufacturing ซึ่งล่าสุดสามารถลดปริมาณการใช้น้ำดิบลงมาอยู่ที่ 3.93 ลิตรต่อการผลิต 1 ลิตร จากเดิมที่เคยใช้มากกว่า 4 ลิตร นอกจากนี้ยังมีการดำเนินงานภายใต้แนวคิด Zero Discharge ไม่ปล่อยน้ำเสียออกนอกโรงงาน เนื่องจากมีระบบบำบัดน้ำเสียที่หมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ภายในโรงงาน เพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศทางน้ำในภาพรวมไว้อย่างยั่งยืน   

อ่านรายงานการพัฒนาที่ยั่งยืนของ TCP Group เพิ่มเติมได้ที่: https://www.tcp.com/th/downloads/sustainability-report

Share the Post:

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง