
สรุปเนื้อหาจากการเสวนา “From Europe to Thailand: Best Practices and Partnerships for Sustainable Packaging Solutions” จัดโดยกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ อัปเดตกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรปด้านบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ หรือ PPWR (Packaging and Packaging Waste Regulation) ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป ที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกและการดำเนินธุรกิจของไทย พร้อมรับฟังมุมมองและแนวทางการปรับตัวจากผู้แทน DG ENV ของคณะกรรมาธิการยุโรป และภาคเอกชนชั้นนำ ได้แก่ Danone, SCG และ CP
กฎหมายฉบับนี้มิได้เป็นเพียงแค่มาตรการทางสิ่งแวดล้อม แต่คือ “มาตรการทางการค้า” ที่กำหนดให้บรรจุภัณฑ์ทุกชนิดต้องผ่านเกณฑ์ความยั่งยืนในระดับเดียวกับผู้ผลิตใน EU หากผู้ประกอบการไทยไม่เร่งปรับตัวและเตรียมระบบข้อมูลให้พร้อม อาจต้องสูญเสียโอกาสในการแข่งขันในตลาดหลักแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความสำคัญของ PPWR ครอบคลุมทุกวัสดุ
PPWR เป็นกฎหมายที่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อมกราคม 2025 เพื่อมาทดแทนกฎระเบียบเดิม (Directive 94/62/EC) โดยยกระดับสถานะเป็น “Regulation” ซึ่งส่งผลให้มีผลบังคับใช้โดยตรงในทุกประเทศสมาชิก EU โดยไม่ต้องรอการตรากฎหมายระดับประเทศ
- ครอบคลุมทุกระดับ (Levels): ไม่ใช่แค่ Primary Packaging บรรจุภัณฑ์ขายที่สัมผัสสินค้าโดยตรง แต่ยังรวมถึง Secondary Packaging บรรจุภัณฑ์ชั้นที่สองที่นำมาใช้ห่อหุ้มหรือรวบรวมบรรจุภัณฑ์ชั้นแรก และ Tertiary/Transport Packaging บรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง ตลอดจนอุปกรณ์ประกอบทั้งหมด เช่น ซองกันชื้น ซองดูดออกซิเจน ฉลาก และวัสดุกันกระแทก
- ครอบคลุมทุกวัสดุ (Materials): พลาสติก โลหะ กระดาษ/กระดาษแข็ง สิ่งทอ ไม้ แก้ว และเซรามิก
- เกณฑ์การรีไซเคิลที่เข้มงวด: บรรจุภัณฑ์ที่ส่งไป EU ต้องผ่านเกณฑ์การออกแบบเพื่อการรีไซเคิลได้จริงขั้นต่ำ 70% (เกรด C) ภายในปี 2030 และจะยกระดับเป็น 80% (เกรด B) ในปี 2038 (โดยเกรด A คือ 95% ขึ้นไป) นอกจากนี้ยังต้องใช้สัดส่วนพลาสติกรีไซเคิลตามที่กำหนด และห้ามใช้บรรจุภัณฑ์ฟุ่มเฟือย
สัดส่วนพลาสติกรีไซเคิลขั้นต่ำในบรรจุภัณฑ์พลาสติก โดยแบ่งตามประเภทและการใช้งาน ดังนี้:
| ประเภทบรรจุภัณฑ์ (Packaging Type) | ขั้นต่ำปี 2030 | ขั้นต่ำปี 2040 |
| Single-use plastic beverage bottles (ขวดเครื่องดื่มพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว) | 30% | 65% |
| Contact-sensitive packaging, PET as main component (บรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหาร/ยา ที่ใช้ PET เป็นหลัก) | 30% | 50% |
| Contact-sensitive packaging, non-PET plastics (บรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหาร/ยา ที่ใช้พลาสติกชนิดอื่น เช่น PP, PE) | 10% | 25% |
| Other plastic packaging (บรรจุภัณฑ์พลาสติกทั่วไป ไม่สัมผัสอาหาร) | 35% | 65% |

3 ไทม์ไลน์สำคัญ: ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมตัวเจออะไรบ้าง
12 สิงหาคม 2026 – ความปลอดภัยเชิงเคมีและระบบเอกสาร
เป็นด่านแรกที่บังคับใช้ทันที เน้นความปลอดภัยเชิงเคมีและภาระด้านเอกสารของผู้ผลิตหรือเจ้าของแบรนด์
- สารเคมีอันตราย (SOCs & Heavy Metals): ห้ามใช้สารกลุ่ม PFAS ในบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหารโดยเด็ดขาด (ไม่มีข้อผ่อนผัน) และจำกัดปริมาณโลหะหนัก 4 ชนิด (Pb, Cd, Hg, Cr6+) รวมกันไม่เกิน 100 mg/kg
- ตั๋วผ่านทาง (DoC & Technical File): ผู้ส่งออกต้องจัดทำเอกสารรับรอง EU Declaration of Conformity (DoC) 1 ใบต่อ 1 ประเภทบรรจุภัณฑ์ พร้อมมีเอกสารทางเทคนิค (Technical Documentation: TD) สนับสนุน และต้องปฏิบัติตามระบบความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) ในประเทศปลายทาง
1 มกราคม 2028 – ฉลากมาตรฐานและ Digital Label
เน้นการสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจน โปร่งใส และอำนวยความสะดวกในการคัดแยกขยะ
- Harmonized Labels: ฉลากต้องใช้สัญลักษณ์และสีมาตรฐานเดียวกันทั่ว EU เพื่อระบุวิธีทิ้งและคัดแยกให้ตรงกับถังขยะปลายทาง (พิมพ์ด้วยรูปแบบสีและภาพ)
- Digital Product Passport (DPP): บรรจุภัณฑ์ต้องมี QR Code ที่เชื่อมโยงไปยัง Data Portal เพื่อแสดงข้อมูลประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และข้อมูลผู้ผลิต เชื่อมโยงกับกฎหมายกรอบใหญ่อย่าง ESPR (Ecodesign for Sustainable Products Regulation)
1 มกราคม 2030 – โครงสร้างบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนเต็มรูปแบบ
เน้นการปรับดีไซน์และการใชวัตถุดิบรีไซเคิล
- Design for Recycling (D4R): บรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นต้องผ่านการประเมินเกรดความสามารถในการรีไซเคิล โดยต้องได้ เกรด C ขึ้นไป (รีไซเคิลได้จริงขั้นต่ำ 70%) และจะยกระดับเป็นเกรด B (80%) ในปี 2038
- Recycled Content (PCR): บังคับผสมเม็ดพลาสติกรีไซเคิล (Post-Consumer Recycled: PCR) ตามสัดส่วนขั้นต่ำที่กำหนด
- Packaging Minimization: ลดน้ำหนักและปริมาตร โดยจำกัดพื้นที่ว่าง (Empty Space) ในบรรจุภัณฑ์ไม่เกิน 50%

Action Checklist: สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องทำทันที
| ระยะเวลา | สิ่งที่ต้องดำเนินการ (Action Items) |
| ทันที – 2026 | • ส่งบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหารทดสอบ PFAS และ โลหะหนัก กับแล็บที่ได้มาตรฐาน • จัดทำเอกสาร Technical File และ EU Declaration of Conformity (DoC) • เตรียมระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ของวัตถุดิบและซัพพลายเชน • ตรวจสอบและลงทะเบียนระบบ EPR ในประเทศสมาชิก EU ที่นำสินค้าเข้าไปวางจำหน่าย |
| ภายในปี 2028 | • ปรับแบบพิมพ์ฉลากให้รองรับ Harmonized Label (สัญลักษณ์รูปและสีตามเกณฑ์ EU) • พัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อเชื่อมต่อกับ Digital Label / QR Code (DPP) • ปรับดีไซน์โครงสร้างบรรจุภัณฑ์ตามหลัก Design for Recycling (D4R) |
| ภายในปี 2030 | • ทดสอบและขอใบรับรองเกรดการรีไซเคิลให้ได้ เกรดมากกว่าหรือเท่ากับ C • เปลี่ยนมาใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) ที่มีใบรับรองมาตรฐานจาก Certified Body ที่ EU ยอมรับ • ออกแบบลดปริมาตรบรรจุภัณฑ์เพื่อควบคุมพื้นที่ว่างไม่ให้เกิน 50% |
Best Practices และทางออกทางธุรกิจจากภาคเอกชน
จากเวทีเสวนา ผู้นำองค์กรชั้นนำได้ร่วมแบ่งปันแนวทางและวิสัยทัศน์ในการรับมือ ดังนี้:
- Danone: เน้นย้ำว่าโครงสร้างพื้นฐานเรื่องระบบ EPR (Extended Producer Responsibility) มีความสำคัญอย่างยิ่ง พร้อมเสนอให้ประเทศไทยเริ่มจาก “Baby Steps” เช่น การสร้างระบบจัดเก็บขยะและการแสดงตัวเลขการนำเม็ดพลาสติกรีไซเคิลกลับมาใช้จริง ก่อนขยับไปสู่เป้าหมาย 100% Recyclable
- SCGC: ปรับบทบาทจากผู้ขายเม็ดพลาสติกสู่ “Sustainable Solution Partner” ชูกลยุทธ์ 5 ด้าน (Recyclability, Recycled Content, Remove Hazardous, Reduced Packaging, Reliability & Traceability of Information) พร้อมเสนอกรอบความสำเร็จ 7 ปัจจัย เช่น การตั้งทีม Focal Point ติดตามกฎหมาย การแก้ปัญหา Economics of Scale ของเม็ด PCR และการผลักดันมาตรฐานไทย (มอก. / อย.) ให้สอดคล้องกับ PPWR ของ EU
- CPF: ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้วยแผนงานที่ชัดเจน ตั้งแต่การเปลี่ยนมาใช้ Mono-material เพื่อให้รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น, การลดความหนา การใช้พลาสติกชีวภาพ (PLA) ไปจนถึงการเพิ่มสัดส่วน rPET และ rPP พร้อมย้ำเตือนเรื่อง Food Contact Safety ที่ต้องผ่านการทดสอบเรื่องการย้ายถิ่นของสาร (Migration Test) อย่างเคร่งครัด
อ่านเนื้อหาเกี่ยวกับ PPWR เพิ่มเติม: กฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนของสหภาพยุโรป: ความท้าทายใหม่ที่ธุรกิจไทยต้องเผชิญ
ชมคลิปเต็มงานเสวนา From Europe to Thailand: Best Practices and Partnerships for Sustainable Packaging Solutions