
สรุปในงาน GCNT EXPO 2026: FROM SHOCK TO SHIFT: Sustainable Transition in a Fractured World” หัวข้อ FROM WASTE TO CIRCULAR ECONOMY พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน: ทางออกขยะล้นเมือง จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 อาคาร True Digital Park (West) โดยภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากร คุณ ชณัฐ วุฒิวิกัยการ (ก้องกรีนกรีน) Content Creator ช่อง KongGreenGreen ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองความสำคัญของ พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาปริมาณขยะที่สูงถึง 27 ล้านตันต่อปี หรือเฉลี่ย 1 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน เวทีเสวนา ‘From Waste to Circular Economy พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ทางออกขยะล้นเมือง’ จึงเปิดพื้นที่เพื่อพูดคุยถึงสาเหตุของปัญหา ซึ่งไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการในภาพรวม
โดยคุณก้องสะท้อนมุมมองของภาคประชาชน พร้อมนำเสนอแนวคิดของร่าง “พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy Act) ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการปรับปรุงโครงสร้างการจัดการทรัพยากรของประเทศ และทำให้การดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ง่ายขึ้น
1. ข้อจำกัดของระบบเศรษฐกิจแบบเดิม และภาระการจัดการขยะ
ระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นแบบเส้นตรง (Linear Economy) คือ เน้นการผลิต นำมาใช้ และทิ้งเป็นขยะ ทำให้มีบรรจุภัณฑ์หลากหลายประเภท โดยเฉพาะพลาสติกที่นำไปรีไซเคิลได้ยาก ปัจจุบันประเทศไทยมีสถานที่จัดการขยะกว่า 2,000 แห่ง แต่กว่า 95% เป็นการจัดการที่ยังไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ เช่น การเทกองหรือเผากลางแจ้ง
ในขณะเดียวกัน ประชาชนที่ต้องการคัดแยกขยะก็ยังขาดโครงสร้างพื้นฐานหรือระบบมารองรับ ทำให้เกิดความยุ่งยากในการจัดการด้วยตนเอง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การแก้ปัญหาขยะในระยะยาวจำเป็นต้องพึ่งพาระบบที่มีประสิทธิภาพ มากกว่าการอาศัยเพียงความร่วมมือส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว

2. พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน: กติกาใหม่เพื่อลดขยะตั้งแต่ ‘ต้นทาง’
ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการกำจัดขยะที่ปลายทาง แต่เป็นการจัดระบบเพื่อให้ทรัพยากรหมุนเวียนกลับมาใช้ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่:
– การออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Design): ส่งเสริมให้ผู้ผลิตออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เอื้อต่อการรีไซเคิลตั้งแต่ต้นทาง รวมถึงลดการใช้วัสดุที่ซับซ้อนและกำจัดยาก
– กองทุนเศรษฐกิจหมุนเวียน: สร้างความชัดเจนและโปร่งใสในการจัดการรายได้จากมาตรการสิ่งแวดล้อม เช่น ค่าธรรมเนียมบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง โดยเงินส่วนนี้จะนำเข้ากองทุนกลางเพื่อนำไปพัฒนาระบบรีไซเคิลให้เป็นรูปธรรม เช่น การทำตู้คืนขวดเพื่อรับเงินคืน
– การคุ้มครองผู้บริโภค (Right to Repair & Eco-Label): สนับสนุนสิทธิในการซ่อมแซมสินค้า (Right to Repair) เพื่อยืดอายุการใช้งาน และการแสดงฉลากระบุส่วนประกอบหรือสารตกค้างอย่างชัดเจน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของผู้บริโภค
กติกาเหล่านี้จะช่วยสร้างมาตรฐานเดียวกันในสังคม ทำให้การดูแลสิ่งแวดล้อมมีความสะดวก เป็นระเบียบ และสามารถผนวกเข้ากับวิถีชีวิตประจำวันของทุกคนได้อย่างราบรื่น

3. การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยบนเวทีโลก
ในภาคเศรษฐกิจ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ถือเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับธุรกิจไทย เนื่องจากปัจจุบันกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมได้กลายมาเป็นเงื่อนไขสำคัญทางการค้าในระดับสากล เช่น กฎหมายบรรจุภัณฑ์ (PPWR) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดมาตรฐานวัสดุที่ยั่งยืนอย่างเข้มงวด
หากประเทศไทยมีกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนมารองรับ จะช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจได้ นอกจากนี้ ในร่าง พ.ร.บ. ยังมีกลไกสนับสนุนช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่จะได้รับการส่งเสริมด้านเงินทุนและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้สามารถปรับตัวได้ทันท่วงที รวมถึงเป็นการสร้างมาตรฐานการแข่งขันที่เป็นธรรมที่ทุกองค์กรปฏิบัติภายใต้กติกาเดียวกัน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างยั่งยืน
โดยสรุป ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่ใช่เพียงข้อบังคับทางกฎหมาย แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้บริโภค และระบบของรัฐเข้าด้วยกัน การผลักดันกติกานี้ให้เกิดขึ้นจริง จะช่วยแก้ปัญหาการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง สร้างความโปร่งใส คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานของภาคธุรกิจไทยให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในเวทีสากล ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ประโยชน์ทั้งหมดจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน