
สรุปในงาน GCNT EXPO 2026: FROM SHOCK TO SHIFT: Sustainable Transition in a Fractured World” หัวข้อ The First Shift Begins Within จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 อาคาร True Digital Park (West) โดยภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ 2 ท่าน แพท Klear (รัณนภันต์ ยั่งยืนพูนชัย) ศิลปินวง Klear และ ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ ผู้อำนวยการร่วม ธนาคารจิตอาสา ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองสู่มิติ “Human Sustainability” หรือความยั่งยืนของคน
ท่ามกลางกระแสการขับเคลื่อนความยั่งยืนที่มุ่งเน้นแต่เป้าหมายภายนอก เวทีเสวนาได้ชวนมองลึกสู่มิติ “Human Sustainability” หรือความยั่งยืนของคน โดยคุณแพท Klear และ ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ ร่วมสะท้อนมุมมองสำคัญว่า ทุกการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง หากคนทำงานซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักยังคงเผชิญความทุกข์ ความโดดเดี่ยว และขาดการเชื่อมโยงกับจิตใจตนเอง ทั้งคู่เห็นพ้องว่าจุดเริ่มต้นที่แท้จริงต้องขับเคลื่อนจากภายใน ผ่านการกลับมาทำความเข้าใจตนเอง การเปิดรับเครื่องมือฟื้นฟูจิตใจที่เหมาะกับจริต และการใช้พลังแห่งการรับฟังเพื่อเยียวยาสายสัมพันธ์รอบข้าง ซึ่งนำไปสู่ 3 บทเรียนร่วมสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกความสุขและสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง


1. ความยั่งยืนที่แท้จริงต้องเริ่มจากความยั่งยืนของคน และการเชื่อมโยงกับภายใน (Human Sustainability & Inside-Out) ทั้งสองท่านชี้ให้เห็นตรงกันว่า การขับเคลื่อนองค์กร สังคม หรือเป้าหมายความยั่งยืน (SDGs) จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงเลย หาก “คนทำงาน” ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักยังคงเผชิญความทุกข์หรือสับสนภายในจิตใจ โดย ดร.สรยุทธ เน้นย้ำว่าองค์กรไม่ใช่แค่อาคารหรือป้ายพันธกิจ แต่คือมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณ ขณะที่คุณแพทสะท้อนว่ามนุษย์ต้องไม่ผูกคุณค่าตัวเองไว้กับผลงานจนสูญเสียตัวตน ดังนั้น จุดเริ่มต้นของความยั่งยืนภายนอกจึงต้องมาจากการที่คนเราหยุดพักเพื่อกลับมาเชื่อมโยงและจัดระเบียบสภาวะจิตใจของตนเองให้เข้มแข็งเสียก่อน
2. “ประตู” สู่การรู้จักตนเองมีหลากหลาย แต่ปลายทางคือการเข้าใจและยอมรับความเป็นมนุษย์ร่วมกัน เส้นทางในการค้นหาและทำความเข้าใจตนเองของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไปตามจริต เช่น คุณแพทที่เข้าถึงผ่านทางเสียงและดนตรีบำบัด (Sound Healing) ในขณะที่ ดร.สรยุทธ ใช้กระบวนการทางจิตวิทยาและเครื่องมือการฟังเป็นสะพานเชื่อม ทว่าไม่ว่าจะก้าวผ่านประตูบานไหน ศูนย์กลางของเป้าหมายคือสิ่งเดียวกัน นั่นคือการพาให้มนุษย์กล้าเผชิญหน้ากับความเปราะบาง ความทุกข์ และด้านมืดในใจอย่างไม่ตัดสิน เพื่อค้นพบความสุขที่แท้จริงและมองเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่อยู่เหนือเงื่อนไขภายนอก
3. การฟังและการสื่อสารอย่างลึกซึ้ง คือพลังแห่งการเยียวยาและสร้างสายสัมพันธ์เพื่อความสุขส่วนรวม ทั้งคู่เห็นพ้องกันว่า “การฟัง” ไม่ใช่เพียงแค่ทักษะ แต่คือการสื่อสารระดับหัวใจถึงหัวใจที่ช่วยลดช่องว่างความโดดเดี่ยวและความเหงาในสังคม ดร.สรยุทธ ชี้ว่าความสัมพันธ์ที่แตกร้าวในองค์กรสามารถฟื้นฟูได้ผ่านการฟังกันอย่างแท้จริง ซึ่งช่วยลดความขัดแย้งและยกระดับสุขภาวะการทำงาน สอดคล้องกับคุณแพทที่มองว่า การฟังเสียงตัวเองจนจิตใจเบาสบาย จะทำให้เราฟังและส่งพลังบวกแบบ “1 ต่อ 1” ไปถึงผู้อื่นได้โดยไม่ตัดสิน ซึ่งการที่ตัวเราเบาก่อน จะส่งผลให้คนรอบข้างและสภาพแวดล้อมโดยรวมเบาสบายและน่าอยู่ขึ้นตามไปด้วย