Beyond the Rainbow: จากความเข้าใจสู่กลยุทธ์ DE&I ที่ทำได้จริง

สรุปสาระสำคัญงานสัมมนาออนไลน์ BHR Online Training ภายใต้ GCNT ในหัวข้อ “Beyond the Rainbow: จากความเข้าใจสู่กลยุทธ์ DE&I ที่ทำได้จริง” จัดขึ้นเพื่อแบ่งปันความรู้ทางกฎหมาย แนวปฏิบัติและกรณีศึกษาจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ และบริษัทสมาชิก เพื่อมุ่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับนโยบายความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (DE&I)  ตลอดจนเรียนรู้วิธีขับเคลื่อนองค์กรให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและหลีกเลี่ยงการสร้างภาพลักษณ์ภายนอกแต่ไร้การปฏิบัติจริง (Rainbow Washing) 

งานนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ท่าน ร่วมแบ่งปันมุมมอง ได้แก่ 

1.คุณนรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
2.คุณสุภาณี พงษ์เรืองพันธุ์ ที่ปรึกษา ด้านความเท่าเทียมทางเพศ และการมีส่วนร่วมทางสังคม โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย 
3.คุณนฤมล ทักษอุดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิลล์คอฟฟ์ จำกัด
4.คุณอรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กรและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จํากัด  

คุณนรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ได้พูดถึงความเชื่อมโยงจากจากสิทธิในกฎหมายสู่สิทธิในที่ทำงานอย่างเท่าเทียม ผ่าน พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ที่มุ่งรับรองสิทธิและสถานะทางกฎหมายของคู่สมรสอย่างเท่าเทียมโดยไม่จำกัดเพศ ถือเป็นกลไกสำคัญที่ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องเร่งทบทวนแนวทางปฏิบัติในองค์กรตาม พ.ร.บ. ความเท่าเทียมทางเพศ พ.ศ. 2558 เพื่อสร้างที่ทำงานที่เท่าเทียม ตั้งแต่การกำหนดนโยบายเคารพสิทธิมนุษยชนและการจ้างงานที่เป็นธรรม การจัดสรรสวัสดิการและออกแบบบริการที่คำนึงถึงความหลากหลาย ไปจนถึงการสร้างความตระหนักรู้เรื่อง LGBTIQ+ ควบคู่กับการมีช่องทางร้องเรียนและมาตรการเยียวยาผู้ถูกละเมิดที่มีประสิทธิภาพ ชวนอ่านแนวทางสร้างความเท่าเทียมในที่ทำงานจัดทำโดย Alinea International ได้ที่ แนวปฏิบัติในการส่งเสริมการทำงานภายใต้ความหลากหลาย 

ซึ่งสิ่งสำคัญขององค์กรในยุคนี้ต้องมองว่า การสร้างความเท่าเทียมทางเพศในที่ทำงาน ไม่ใช่เพียงแคมเปญ CSR แต่เป็น ประเด็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่ทุกคนควรได้รับ โดย คุณสุภาณี พงษ์เรืองพันธุ์ เผยว่า แนวคิด DE&I ไม่ได้ปกป้องคุ้มครองสิทธิ์แค่เพศทางเลือกเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงทั้งชายและหญิงอย่างเท่าเทียม ซึ่งความโปร่งใสและเป็นธรรมนี้เองคือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ เพราะผู้บริโภคและพนักงานยุคใหม่ไม่ได้มองหาแค่องค์กรที่ได้ผลตอบแทนที่ดี แต่มองหาองค์กรที่มีคุณค่าตรงกับตนเองด้วย ซึ่งสอดคล้องกับหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNGPs) ที่ระบุว่าภาคธุรกิจมีหน้าที่ เคารพสิทธิมนุษยชน ผ่านการไม่ล่วงละเมิดและป้องกันการเลือกปฏิบัติต่อพนักงานและลูกค้า LGBTQIA+ โดยทาง UNDP ได้พัฒนาเครื่องมือแนวทางขับเคลื่อนรองรับผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ เพื่อให้องค์กรสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลได้จริง ชวนอ่าน Inclusion Toolkit for Organizations and Business

ยกตัวอย่างกรณีศึกษาการประยกต์ความหลากหลายในธุรกิจ เช่น บริษัท ฮิลล์คอฟฟ์ จำกัด คุณนฤมล ทักษอุดม ได้แบ่งปันมุมมองการดำเนินธุรกิจกาแฟบนพื้นที่สูงด้วยความรับผิดชอบ หัวใจสำคัญคือการสร้างความเข้าใจเรื่องความเท่าเทียม การทำงานร่วมกับความหลากหลาย เริ่มตั้งแต่การยอมรับความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมของเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล ควบคู่กับการสร้างวัฒนธรรมองค์องค์กร เปิดพื้นที่รับฟังเสียงของพนักงานทุกระดับ นอกจากนี้บริษัทยังมีนโยบายจรรยาบรรณคู่ค้าและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เช่น การห้ามเลือกปฏิบัติ พร้อมจัดให้มีช่องทางร้องเรียนส่วนตัวและการต่อต้านทุจริต เพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขและปลอดภัย 

สำหรับองค์กรขนาดใหญ่อย่าง บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด คุณอรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ เผยว่าบริษัทมุ่งส่งเสริมความหลากหลายและไม่แบ่งแยกอย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ การทำการตลาด และการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เท่าเทียม โดยในระดับองค์กรมีการจัดอบรมสร้างความตระหนักรู้แก่พนักงานทุกระดับ มอบสวัสดิการที่ครอบคลุม รวมถึงมีช่องทางร้องเรียนด้านจริยธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมตรงถึงสำนักงานใหญ่และมีผู้รับผิดชอบดูแลโดยตรง ทั้งนี้ หัวใจสำคัญคือการไม่หยุดอยู่แค่ตัวนโยบาย แต่ต้องหมั่นทำแบบประเมิน รับฟังเสียงสะท้อน พร้อมปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติให้ตอบโจทย์และเท่าทันยุคสมัยอยู่เสมอ 

จากมุมมองของวิทยากรทั้งสี่ท่านสะท้อนให้เห็นภาพเดียวกันว่า การขับเคลื่อน DE&I ในองค์กรไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยกฎหมายหรือนโยบายเพียงลำพัง หากต้องอาศัยความมุ่งมั่นจริงจังในการนำหลักการไปปฏิบัติ ตั้งแต่การทบทวนกระบวนการภายในให้สอดคล้องกับสิทธิที่กฎหมายรับรอง การรับฟังเสียงของพนักงานและผู้มีส่วนได้เสียอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงการวัดผลและปรับปรุงแนวปฏิบัติให้ทันกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง กรณีศึกษาจากฮิลล์คอฟฟ์และลอรีอัลต่างชี้ให้เห็นว่าความหลากหลายและการไม่แบ่งแยกจะเกิดผลจริงได้ ก็ต่อเมื่อองค์กรมีเจตจำนงที่ชัดเจนและระบบที่รองรับอย่างเป็นรูปธรรม GCNT หวังเป็นอย่างยิ่งว่าองค์ความรู้จากเวทีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นให้ภาคธุรกิจไทยก้าวข้ามจากความเข้าใจไปสู่การลงมือปฏิบัติ เพื่อสร้างสถานที่ทำงานที่ทุกคนได้รับการเคารพในศักดิ์ศรีและคุณค่าอย่างเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง

Share the Post:

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง