
ที่มารูปภาพ: https://www.efin.finance/
สรุปสาระสำคัญเวทีเสวนาเวที “CAPITAL WITH PURPOSE 2026 : Unlocking ESG Value Through Green Finance” ในหัวข้อ “Unlocking Green Finance, Identifying Your Organization’s Real Emission Gap” จัดโดยสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย ดร.วิชัย นฤมลวานิช ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBank) และคุณโกสินทร์ พึงโสภณ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านตลาดทุน ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ผู้ดำเนินรายการ คือ ดร.ธันยพร กฤตยาภินันท์ ผู้อำนวยการ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย
ท่ามกลางวิกฤตภูมิอากาศโลกปี 2026 ภาคธุรกิจต้องเปลี่ยนผ่านจาก “Reactive Repair” การตั้งรับตามปัญหาไปสู่ “Proactive Resilience” การสร้างความพร้อมรับมือเชิงรุก โดยมองความยั่งยืนเป็นยุทธศาสตร์สร้างความได้เปรียบ ไม่ใช่ภาระด้านต้นทุน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของสถาบันการเงินไทย ที่พร้อมปรับบทบาทมาร่วมแบกรับความเสี่ยงและนำทางลูกค้าบนเส้นทางสีเขียวนี้อย่างเป็นรูปธรรม
ดร.วิชัย นฤมลวานิช ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBank) เปิดเผยว่า สถาบันการเงินต้องการเป็นผู้สนับสนุนธุรกิจไทยให้เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยได้เพิ่มเป้าหมายสินเชื่อขึ้น 2.5 เท่า จาก 2 แสนล้านบาท เป็น 5 แสนล้านบาท ภายในปี 2030 เพื่อเร่งสนับสนุนภาคธุรกิจไทยในการปรับตัว และร่วมผลักดันสังคมไทยไปสู่เป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050
ก่อนหน้านี้ธนาคารตั้งเป้าหมายสินเชื่อและเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านไว้ที่ 1-2 แสนล้านบาทภายในปี 2034 แต่พบว่าในช่วงปลายปี 2025 ธนาคารได้ปล่อยสินเชื่อด้านนี้ไปแล้วเกือบ 200,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งทางของกรอบเวลา สะท้อนถึงความต้องการอันท่วมท้นของภาคธุรกิจในการแสวงหาโอกาสเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน และเป็นสัดส่วนที่เติบโตรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
การสนับสนุนความยั่งยืนที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่การปล่อยสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) แต่คือการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่ออำนวยความสะดวกและพาลูกค้าเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกันตามเป้าหมายประเทศ เพราะเมื่อลูกค้าก้าวข้ามจุดเปลี่ยนผ่านไปต่อได้ ธนาคารก็ไปต่อได้เช่นกัน ทั้งนี้ KBank ได้พัฒนาบริการสนับสนุนลูกค้าองค์กรแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นทาง ได้แก่:
- การให้ความรู้ด้านความยั่งยืนและการประเมินช่องว่างขององค์กร (Gap Assessment)
- การช่วยวัดปริมาณคาร์บอนและจัดทำรายงาน
- การแนะนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมและคุ้มค่า เช่น Solar Rooftop, Energy Efficiency และ EV Charger เพื่อช่วยลดต้นทุนและลดคาร์บอนได้จริง

3 เกณฑ์หลักในการพิจารณาสินเชื่อความยั่งยืน (Green Finance)
ในการสนับสนุนทางการเงินเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างสมบูรณ์ ธนาคารจะพิจารณาสินเชื่อด้าน ESG หรือ Green Finance ผ่าน 3 มิติหลัก ดังนี้:
- 1) การเข้าใจความเสี่ยง ESG ภายในธุรกิจ: พิจารณาความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล พร้อมแนวทางและแผนบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อธุรกิจลดความเสี่ยงเชิงลบลง ความเสี่ยงย้อนกลับมาสู่ธนาคารในการปล่อยสินเชื่อก็ลดลงตามไปด้วย
- 2) การวางแผนสู่เป้าหมาย Net Zero จากพอร์ตสินเชื่อธนาคาร: เนื่องจากทุกการปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะถูกนับกลับมาเป็นสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของธนาคารด้วย ธนาคารจึงต้องติดตามผลลัพธ์การลดคาร์บอนของลูกค้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูง เช่น น้ำมันและก๊าซ (Oil & Gas), ถ่านหิน (Coal), ปูนซีเมนต์ (Cement), อะลูมิเนียม (Aluminum) รวมถึงภาคพลังงาน
- 3) ความเป็นไปได้ในการสร้างรายได้จากธุรกิจ (Bankability): โครงการจะดีต่อสิ่งแวดล้อมหรือกรีนแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีเงินหมุนเวียน (Cash Flow) กลับมาทำให้ธุรกิจแข็งแรง หรือไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ ธนาคารก็ไม่สามารถสนับสนุนสินเชื่อให้ได้
ด่านคัดกรองของธนาคารและกลไกสร้างแรงจูงใจ “ยิ่งกรีน ยิ่งได้”
กระบวนการพิจารณาโครงการสีเขียวของธนาคารมีขั้นตอนที่เป็นระบบเพื่อป้องกันปัญหาฟอกเขียว (Greenwashing) และส่งเสริมผู้ประกอบการอย่างเป็นลำดับขั้น:
- ด่านแรก (Exclusion List) และ ESG Screening: ตั้งด่านคัดกรองเพื่อไม่สนับสนุนธุรกิจที่ขัดต่อหลัก ESG อย่างชัดเจน เช่น การพนัน อาวุธ และการค้ามนุษย์ จากนั้นจะคัดกรองด้วยเกณฑ์ ESG Screening ที่ครอบคลุมทั้งสิ่งแวดล้อม แรงงาน อาชีวอนามัย ความปลอดภัย สิทธิมนุษยชน นโยบายองค์กร และธรรมาภิบาล
- การจัดกลุ่มตามแนวทาง Taxonomy: นำหลักการ Green Finance มาจัดกลุ่มโครงการเป็น 3 สี (แดง เหลือง เขียว) เพื่อความชัดเจน พร้อมสนับสนุนโปรแกรมให้ความรู้ เวิร์กชอป และเครื่องมือช่วยจัดทำรายงานตามมาตรฐานข้อบังคับใหม่ ๆ เช่น TCFD, IFRS S1/S2 และการประเมินความเสี่ยงด้าน Climate
- โมเดลจูงใจ “ยิ่งกรีน ยิ่งได้”: มุ่งส่งเสริมลูกค้าที่เริ่มต้นและอาจยังไม่พร้อมเขียวเต็มขั้น แต่มีแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Pathway) ที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ เช่น มีเป้าหมายลดการใช้ไฟฟ้า ลดการปล่อยคาร์บอน หรือการขอใบรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อม โดยธุรกิจกลุ่มนี้จะได้รับสิทธิ์เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพิ่มขึ้น พร้อมอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงเป็นขั้นบันไดเพื่อเป็นรางวัล
จากการประเมินด้านเทคโนโลยี โครงการที่เห็นผลชัดเจนและมีความเป็นไปได้ทางการเงินสูง คือ Solar Rooftop, Energy Efficiency และ EV Charger เนื่องจากประเมินผลตอบแทนและระยะเวลาคืนทุนได้แม่นยำ ส่วนเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูงมากอย่าง การกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ยังต้องอาศัยกลไกสนับสนุนอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น เงินทุนต้นทุนต่ำ การค้ำประกัน (Guarantee) หรือการเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance) เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้
คำแนะนำจาก ดร.วิชัย กล่าวว่า “สิ่งสำคัญคืออย่ารอให้พร้อมสมบูรณ์แล้วค่อยเริ่ม เพราะมาตรฐานใหม่ ๆ กำลังเข้ามาและมีต้นทุนสูงขึ้น การทำกรีนต้องมี ‘Business Sense’ ไม่ใช่ทำเพียงเพื่อให้ดูดี แต่ต้องมองเห็นจุดที่ลงทุนแล้วได้ผลจริง ทั้งการลดต้นทุน ลดความเสี่ยง เพิ่มประสิทธิภาพ หรือสร้างรายได้ใหม่ให้ธุรกิจ”

3 สิ่งเข้าถึง Green Finance ในยุค ESG
สำหรับภาคธุรกิจที่ต้องการบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านและเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว ควรเตรียมความพร้อมใน 3 เรื่องสำคัญ:
- ความใส่ใจ: เริ่มต้นจากการให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างจริงจัง เพราะนี่คือพื้นฐานของธุรกิจยุคใหม่
- การมีสติและความเข้าใจในธุรกิจของตนเอง: ประเมินความเสี่ยงและโอกาสอย่างชัดเจนเพื่อวางสมดุลผลลัพธ์ หากการลงทุนด้านกรีนไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจดีขึ้น ไม่เพิ่มขีดความสามารถ หรือสร้างภาระมากกว่าผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจ ธนาคารก็ไม่สามารถสนับสนุนสินเชื่อได้
- ความกล้า: การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนเป็นเรื่องระยะยาว ผู้ประกอบการต้องมีความกล้าที่จะเดินหน้าขับเคลื่อน แม้ต้องเผชิญกับเสียงคัดค้านหรือข้อกังวลภายในองค์กร เพื่อสร้างประโยชน์และการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว
5 องค์ประกอบของแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ที่นักลงทุนคาดหวัง
คุณโกสินทร์ พึงโสภณ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านตลาดทุน ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านธุรกิจสีเขียว (Green Finance) ไม่ควรเจาะจงเฉพาะโครงการที่เขียวอยู่แล้ว แต่ต้องใช้ การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) เข้าไปสนับสนุนธุรกิจที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมหนักที่ปล่อยคาร์บอนสูง เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ และพลังงาน เพื่อให้เกิดการลดคาร์บอนและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อทั้งระบบเศรษฐกิจ
เปรียบเสมือนการลดไซส์เข็มขัดจาก 36 นิ้ว ไปสู่ 32 นิ้ว ที่ต้องให้เวลาลดลงทีละขั้น (จากสีน้ำตาล/สีแดง สู่สีเหลืองอำพัน และสีเขียว) สิ่งสำคัญคือธุรกิจต้องสื่อสารแผนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น่าเชื่อถือ ซึ่งหากต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระดับสากล แผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ควรครอบคลุม 5 องค์ประกอบหลัก ดังนี้:
- 1) พื้นฐาน (Foundation): แสดงเป้าหมาย เหตุผลการเปลี่ยนผ่าน และการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ (Business Model) บนสมมติฐานที่ชัดเจน
- 2) วิธีการทำแผนกลยุทธ์ให้เป็นจริง (Implementation Strategy): มีแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมในการปรับปรุงกระบวนการผลิต เครื่องจักร อาคาร หรือระบบปฏิบัติการ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- 3) กลยุทธ์ทางการเงิน (Financing Strategy): ระบุวิธีการจัดหาเงินทุน โครงสร้างทางการเงินที่จะเลือกใช้ รวมถึงผลกระทบของการลงทุนที่มีต่อฐานะทางการเงินและกระแสเงินสด (Cash Flow)
- 4) การร่วมมือกันทำงาน (Engagement Strategy): มีแผนการทำงานร่วมกับคู่ค้า ซัพพลายเออร์ ลูกค้า และหน่วยงานกำกับดูแล เพราะการลดคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพต้องพัฒนาไปพร้อมกันทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)
- 5) Governance และ Accountability: มีระบบติดตามผลและบทบาทของคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) อย่างชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าแผนงานจะถูกขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นจริงในองค์กร ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เอกสาร