จากเป้าหมายสู่การลงมือทำจริง: เจาะลึกการเปลี่ยนผ่านสู่ SBTi Net-Zero Standard Version 2

สรุปสัมมนา Climate Ambition Accelerator 2026 จัดโดย UN Global Compact ร่วมกับวิทยากร Rebecca Hughes จาก 21 HOLISTIK บริษัทที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน ได้สะท้อนจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศในภาคธุรกิจทั่วโลก โดยสาระสำคัญชี้ให้เห็นว่า Science-Based Targets initiative (SBTi) กำลังยกระดับบทบาทจากการเป็นเพียงกรอบสำหรับการ “ตั้งเป้าหมาย” ไปสู่การมุ่งเน้น “การนำเป้าหมายไปปฏิบัติจริง” เพื่อให้สอดรับกับวิกฤตโลกร้อนที่ต้องการผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

SBTi คืออะไร และสำคัญอย่างไรต่อภาคธุรกิจ?

Science-Based Targets initiative (SBTi) คือ องค์การความร่วมมือระดับโลกระหว่าง CDP, UN Global Compact, World Resources Institute (WRI) และ WWF ที่จัดทำมาตรฐานและรับรองเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของภาคเอกชน โดยกำหนดให้เป้าหมายขององค์กรต้องสอดคล้องกับ “วิทยาศาสตร์ทางสภาพภูมิอากาศ” (Climate Science) และเป้าหมายของข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ไม่เกิน 1.5°C

ปัจจุบัน SBTi (Science-Based Targets initiative) มีความสำคัญต่อภาคธุรกิจอย่างมาก โดยเปรียบเสมือน “ตราประทับสากล” ที่ยกระดับความน่าเชื่อถือและช่วยขจัดข้อหาฟอกเขียว ผ่านการยืนยันว่าเป้าหมายคาร์บอนขององค์กรถูกคำนวณตามหลักวิทยาศาสตร์จริง

นอกจากนี้ยังช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานโลก เนื่องจากองค์กรข้ามชาติต่างเริ่มบังคับให้ Supplier ต้องผ่านการรับรองเป้าหมาย SBTi ควบคู่กับการช่วยเปิดโอกาสเข้าถึงเม็ดเงินลงทุนและการเงินสีเขียว (Green Finance) จากนักลงทุน ESG และสถาบันการเงิน และที่สำคัญที่สุดคือ การเป็นเกราะป้องกันทางธุรกิจที่ช่วยเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อรับมือกับมาตรการการค้าและกฎระเบียบด้านคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก

โครงสร้างเป้าหมายลดคาร์บอนตามแนวทาง SBTi

SBTi แบ่งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกออกเป็น 2 ระยะหลัก ได้แก่:

  • เป้าหมายระยะสั้น (Near-Term Target): แผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะ 5–10 ปี เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนทันที
  • เป้าหมายระยะยาว (Net-Zero Target): เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่าให้ได้มากที่สุด โดยทั่วไปอย่างน้อย 90% ก่อนจะจัดการกับการปล่อยส่วนที่เหลือที่ไม่สามารถลดได้จริงๆ ด้วยการกักเก็บคาร์บอน

หลักการสำคัญที่สุดของ SBTi คือ “Net Zero ไม่ใช่การปล่อยเท่าเดิมแล้วซื้อ Carbon Offset ชดเชยทั้งหมด” แต่องค์กรต้องมุ่งลดการปล่อยจริงในกระบวนการทางธุรกิจเป็นลำดับแรก

การยกระดับสู่ Corporate Net-Zero Standard Version 2

เพื่อเปลี่ยนผ่านจากเพียงการประกาศเป้าหมาย ไปสู่การลงมือทำจริง SBTi ได้ปรับปรุงมาตรฐานจาก Version 1.3.1 ไปสู่ Version 2 โดยมีสาระสำคัญที่เปลี่ยนแปลง ดังนี้:

  • การจัดกลุ่มองค์กร: แบ่งบริษัทเป็นกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่หรือกลุ่มที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง (Category A) และกลุ่มองค์กรทั่วไป (Category B) ตามขนาด ปริมาณการปล่อย ตัวชี้วัดทางการเงิน จำนวนพนักงาน และบริบทของประเทศ โดย Category A จะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ที่เข้มงวดกว่า

  • การบริหารและการวางแผน: ผู้บริหารระดับสูงต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อกลยุทธ์ Net-Zero อย่างชัดเจน และต้องจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ที่ระบุมาตรการและแผนการลงทุนจริง ไม่ใช่เพียงแค่ประกาศตัวเลข

  • คุณภาพข้อมูลและการรับรอง: เน้นย้ำข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและครบถ้วน โดยองค์กรขนาดใหญ่/ปล่อยคาร์บอนสูง (Category A) ถูกกำหนดให้ต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองข้อมูลความน่าเชื่อถือจากผู้สอบทานภายนอกในระดับเบื้องต้น สำหรับบัญชีสรุปปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (GHG Inventory)

  • การติดตามและรับผิดชอบระยะยาว: เพิ่มกระบวนการประเมินหลักฐานความก้าวหน้าตลอดรอบเวลาของเป้าหมาย และแม้เมื่อองค์กรบรรลุ Net Zero แล้ว ก็ยังต้องรักษาระดับการปล่อยให้อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง

  • กรอบเวลาการเปลี่ยนผ่าน: บริษัทที่กำลังจัดทำเป้าหมายยังสามารถใช้ Version 1.3.1 ได้จนถึงปลายเดือนมกราคม 2028 และตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2028 เป็นต้นไป Version 2 จะกลายเป็นมาตรฐานบังคับใช้ ส่วนบริษัทที่มีเป้าหมายลดคาร์บอนที่ผ่านการอนุมัติและรับรองอย่างเป็นทางการแล้ว (Validated Target) สามารถใช้เป้าหมายนั้นจนครบวาระ ก่อนปรับเข้าสู่ Version 2 ในรอบถัดไป
ยุทธศาสตร์การจัดการ Scope 3 และการดึงคู่ค้าเข้าร่วม

การจัดการก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 การปล่อยในห่วงโซ่อุปทาน มักเป็นแหล่งการปล่อยที่ใหญ่ที่สุดและท้าทายที่สุด หาก Scope 3 มีสัดส่วนมากกว่า 40% ของการปล่อยทั้งหมด องค์กรจำเป็นต้องตั้งเป้าหมาย Scope 3

อย่างไรก็ตาม SBTi แนะนำหลักคิด “Completeness before perfection” หรือเน้นความครบถ้วนของขอบเขตข้อมูลก่อนความสมบูรณ์แบบ ในช่วงแรกองค์กรสามารถใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) ข้อมูลประมาณการ หรือข้อมูลอิงตามยอดจัดซื้อก่อนได้ แล้วจึงค่อยพัฒนาไปสู่ข้อมูลจริงเฉพาะรายคู่ค้า โดยประเมินตามระดับความสำคัญและผลกระทบ (Materiality) เพื่อมุ่งเน้นกลุ่มคู่ค้า หรือหมวดกิจกรรมที่สร้างผลกระทบสูงสุดก่อน

นอกจากนี้ การจัดการ Scope 3 ยุคใหม่ได้เปลี่ยนจากการส่งแบบฟอร์มให้คู่ค้ากรอก มาเป็นการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจาก Scope 1 และ 2 ของคู่ค้า ก็คือ Scope 3 ขององค์กรผู้ซื้อ การกำหนดข้อบังคับในสัญญาจัดซื้อ หรือการสนับสนุนให้คู่ค้าตั้งเป้าหมายลดคาร์บอนของตนเอง จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพข้อมูลและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปพร้อมกัน

วิธีการกำหนดเป้าหมาย และแนวทางเฉพาะอุตสาหกรรม

สำหรับ Scope 1 และ 2 การปล่อยตรงจากกิจกรรมองค์กรและการใช้พลังงาน องค์กรมักใช้เป้าหมายการลดปริมาณการปล่อยรวม ส่วน Scope 3 สามารถเลือกรูปแบบเป้าหมายที่เหมาะสมกับ “ต้นทางหรือแหล่งกำเนิดการปล่อยคาร์บอนแต่ละประเภท” (Emission Source) ได้แก่:

  • เป้าหมายลดปริมาณรวม (Absolute Reduction): ตัดลดคาร์บอนรวมเป็นปริมาณตันตรงๆ
  • เป้าหมายลดต่อหน่วยผลผลิต (Physical Intensity): คำนวณการลดคาร์บอนเทียบกับหน่วยผลิต เช่น ต่อชิ้น ต่อตันสินค้า
  • เป้าหมายลดต่อหน่วยรายได้ (Economic Intensity): คำนวณการลดคาร์บอนเทียบกับตัวเลขทางการเงิน เช่น ต่อมูลค่ารายได้
  • เป้าหมายผลักดันให้คู่ค้าตั้งเป้าหมาย (Supplier Engagement Target): เน้นตั้งเป้าหมายเชิงจำนวนคู่ค้าที่ต้องเข้ามาทำเป้าหมายลดคาร์บอนร่วมกัน

สำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะ เช่น ป่าไม้ เกษตรกรรม และการใช้ประโยชน์ที่ดิน อาคาร การขนส่งทางเรือ และสถาบันการเงิน จำเป็นต้องปฏิบัติตามเกณฑ์เฉพาะอุตสาหกรรม (Sector-Specific Guidance) ควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้ หากองค์กรมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ จนกระทบต่อปริมาณการปล่อย “เกินกว่าเกณฑ์สัดส่วนการเปลี่ยนแปลงขั้นต่ำที่กำหนดไว้” (Significance Threshold – แนะนำที่ไม่เกิน 5%) องค์กรจะต้องทำการ “คำนวณปรับฐานตัวเลขปีอ้างอิงใหม่” (Recalculate Base Year) เพื่อให้เป้าหมายยังคงสะท้อนความเป็นจริงของโครงสร้างธุรกิจปัจจุบัน

อ่านรายงาน SBTi Net-Zero Standard Version 2 : https://files.sciencebasedtargets.org/production/files/Corporate-Net-Zero-Standard-version-2.pdf

Share the Post:

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง